วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

MTC: จากราชาเงินกู้รากหญ้า สู่เสือปืนไวสายเทค!


MTC: จากราชาเงินกู้รากหญ้า สู่เสือปืนไวสายเทค! น่าซื้อเก็บเข้าพอร์ตไหม?



หวัดดีครับเพื่อนๆ สายลงทุนทุกคน! วันนี้ผมมีหุ้นเด่นในกลุ่ม "ไมโครไฟแนนซ์" หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าหุ้นเงินกู้รากหญ้ามาเล่าให้ฟัง ตัวนี้เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักครับ นั่นคือ MTC หรือ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) นั่นเอง

พอดีผมเพิ่งไปนั่งเจาะลึกงบการเงินและแผนธุรกิจ 3 ปีของเขามา บอกเลยว่ามีประเด็นน่าสนใจเพียบ! ใครที่กำลังมองหาหุ้นเติบโตดีๆ แถมการเงินแกร่งๆ มาล้อมวงฟังทางนี้เลยครับ ผมจะย่อยให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุดเอง!

1. รู้จักโมเดลธุรกิจของ MTC: เขาหากินกับอะไรบ้าง?

ถ้าพูดถึง MTC ภาพจำของทุกคนคือ "สินเชื่อทะเบียนรถ" ใช่ไหมครับ? ซึ่งอันนั้นถูกเลย เพราะมันคือเส้นเลือดใหญ่ของเขา รถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถกระบะ รถเกษตร มาหมด แต่รู้ไหมว่าตอนนี้เขาแตกไลน์ลูกๆ ออกมาครอบคลุมสุดๆ โดยมี 3 บริษัทย่อยคอยซัพพอร์ต:

  • MTLI: ทำธุรกิจนายหน้าประกันภัย (พ.ร.บ. ประกันอุบัติเหตุ) ขายพ่วงไปกับสินเชื่อ

  • เมืองไทย ลิสซิ่ง: เน้นปล่อยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ป้ายแดง

  • เมืองไทย เพย์ เลเทอร์: สายช็อปต้องชอบ ปล่อยสินเชื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเกษตร

นอกจากนี้เขายังมีพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง JICA จากญี่ปุ่น และธนาคาร SMBC มาร่วมแจมด้วย ทำให้ภาพลักษณ์และธรรมาภิบาลของเขาดูอินเตอร์ขึ้นเยอะเลยครับ

ลองมาดูตารางสรุปผลิตภัณฑ์และดอกเบี้ยของเขาหน่อย จะได้เห็นภาพชัดขึ้น:

ประเภทสินเชื่อหลักประกันดอกเบี้ยตามกฎหมาย (ต่อปี)ไฮไลต์ที่ต้องรู้
ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ / รถยนต์ / รถเกษตรไม่เกิน 24%แกนหลักของบริษัท ความเสี่ยงต่ำเพราะมีรถค้ำ
โฉนดที่ดินโดนดที่ดินตัวจริงไม่เกิน 15%ปล่อยตามราคาประเมิน
ส่วนบุคคลไม่มีหลักประกันไม่เกิน 25%ปล่อยเฉพาะลูกค้าเก่า ประวัติผ่อนดีเยี่ยมเท่านั้น
นาโนไฟแนนซ์ไม่มีหลักประกัน (เพื่ออาชีพ)ไม่เกิน 33%เน้นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย

มุมมองของผม: จุดที่ผมชอบมากๆ คือ วิธีการคุมความเสี่ยงของเขาครับ สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันอย่าง 'ส่วนบุคคล' หรือ 'นาโนไฟแนนซ์' ที่ดอกเบี้ยสูงๆ เนี่ย เขาจะไม่ปล่อยให้คนนอกเลยนะพี่! เขาจะเลือกเฉพาะลูกค้าเก่าที่มีประวัติในบ้านตัวเอง (Internal Track Record) ว่าผ่อนดีจริง สกอร์สวยจริง ถึงจะปล่อยให้ วิธีนี้ทำให้คุมหนี้เสียได้อยู่หมัดเลยล่ะ

2. ส่องงบการเงินล่าสุด: กำไร New High ตัวเลขโตจนน่าอิจฉา!

มาดูเรื่องตัวเลขกันบ้างครับเพื่อนๆ ตรงนี้แหละที่สะท้อนว่าผู้บริหารเขาเก่งจริงไหม ตลอดปี 2565 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2566 นี้ บอกเลยว่าพอร์ตโตขึ้นเรื่อยๆ แบบทำลายสถิติตัวเองเป็นว่าเล่นเลย

  • ปี 2565 ที่ผ่านมา: พอร์ตสินเชื่อโตทะลุ 183,222 ล้านบาท ฟันรายได้รวมไป 30,739 ล้านบาท และกวาดกำไรสุทธิไปเนื้อๆ 6,723 ล้านบาท (โตขึ้นตั้ง 14.59%) ล่าสุดประกาศจ่ายปันผล 0.29 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD ไปเมื่อปลายเมษายนที่ผ่านมานี้เอง

  • พีคสุดคือ ไตรมาส 1/2566 (ล่าสุด): รายได้ซัดไป 7,937 ล้านบาท และทำ กำไรสุทธิ New High ประวัติศาสตร์ที่ 1,823 ล้านบาท! (โตขึ้น 16.03% YoY)

แล้วเรื่องหนี้เสีย (NPL) ที่หลายคนกลัวล่ะ? MTC คุมอยู่แค่ 2.57% เท่านั้น ถือว่าต่ำมาก แถมมีเงินสำรองหนี้เสีย (Coverage Ratio) สูงถึง 143.86% ส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 3.35 เท่า (ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เจ้าหนี้กำหนดไว้ที่ 7.0 เท่าแบบสบายๆ) แปลว่าสถานะทางการเงินปลอดภัยหายห่วงครับ

3. แผน 3 ปี "JUMP+" : เลิกบ้าเปิดสาขา หันมาพึ่ง AI คุมต้นทุน

ตรงนี้คือ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ของ MTC เลยครับ ที่ผ่านมาเราจะเห็น MTC เปิดสาขาเปิดป้ายส้มๆ ดักทุกหัวมุมถนนใช่ไหมครับ? เฉลี่ยเปิดปีละ 570-600 สาขาเลยทีเดียว

แต่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569-2571) ยุคของ คุณปริทัศน์ เพชรอำไพ แบรนด์เปลี่ยนเกมแล้วครับ!

เกมใหม่คือ "ชะลอการเปิดสาขา" ปีนี้จะเปิดเหลือแค่ 300-400 สาขาพอ เพราะเขามองว่าสาขาตอนนี้ (ประมาณ 8,600 กว่าแห่ง) มันคลุมพื้นที่ทำมาหากินหมดแล้ว หลังจากนี้จะเน้น "เพิ่มประสิทธิภาพต่อสาขา" (Asset Productivity) และเอาเงินไปลงทุนกับ AI แทน!

เขาจะใช้ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ปรับกระบวนการทำงานให้เป็นไร้กระดาษ (Paperless) และติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาเพื่อลดค่าไฟ แถมยังตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกมุ่งสู่ Net Zero อีกด้วย ล้ำไปอีก!

แถมทีเด็ดเรื่องต้นทุนการเงิน: MTC เพิ่งได้อันดับเครดิตเรตติ้งระดับ A- จาก Fitch Ratings เขามีแผนจะรีไฟแนนซ์หนี้เดิม 40,000 ล้านบาท มาเป็นหุ้นกู้ชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วย ลดดอกเบี้ยจ่ายลงได้ประมาณ 1% (100 bps) เหลือต้นทุนเฉลี่ยที่ 4.45% เท่านั้น! ตรงนี้จะทำให้มาร์จิ้นหรือกำไรเนื้อๆ ของบริษัทหนาขึ้นชัดเจนครับ

4. ชนแชมป์: MTC vs SAWAD vs TIDLOR ใครเจ๋งกว่ากัน?

ถ้าจะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ ไม่เทียบกับคู่แข่งก็คงไม่ได้ใช่ไหมครับ? ผมสรุปมวยคู่เอก 3 รายใหญ่ของไทยในไตรมาส 1/2566 มาให้ดูหมัดต่อหมัดเลย:

  • MTC (เมืองไทย แคปปิตอล): พี่เบิ้มสุดในใจกลางรากหญ้า สินทรัพย์เฉียด 2 แสนล้าน พอร์ตสินเชื่อใหญ่ที่สุดใน 3 เจ้า โดดเด่นเรื่องการทำ Economy of Scale พอร์ตเน้นมอเตอร์ไซค์ที่ให้ผลตอบแทน (Yield) สูง และคุม NPL ได้ดีเยี่ยมที่ 2.57%

  • SAWAD (ศรีสวัสดิ์): รายนี้เขาจะกระจายความเสี่ยงไปทางสินเชื่อที่ดินเยอะ (ประมาณ 31%) และเช่าซื้อรถยนต์ เพื่อลดปัญหาเรื่องมูลค่ารถเสื่อมเร็ว ดอกเบี้ยรับเฉลี่ยจะอยู่ที่ 18-19% แต่ช่วงนี้ NPL แอบสูงกว่าเพื่อน อยู่ที่ 3.79%

  • TIDLOR (เงินติดล้อ): รายนี้เขาอินดี้ เน้นจับกลุ่มรถ 4 ล้อใหญ่และรถบรรทุก ทำให้หนี้เสีย (NPL) ต่ำที่สุดในกลุ่ม แค่ 1.47% เท่านั้น และเขาไม่ได้เน้นเปิดสาขาเยอะๆ แต่ไปเน้นทำแพลตฟอร์ม "นายหน้าประกันภัย" จนกลายเป็นรายได้หลักที่เติบโตโหดมากๆ

สรุปในมุมนักวิเคราะห์: โบรกเกอร์ดังๆ อย่าง ฟินันเซีย ไซรัส หรือ บล.พาย ต่างก็โหวตให้ MTC มีความโดดเด่นที่สุดในแง่ของ "แนวโน้มการฟื้นตัวของพอร์ต" และ "ประสิทธิภาพการเก็บหนี้" ครับ คุณภาพพอร์ตเขาตึงตัวน้อยกว่าในระยะยาว

5. สรุปมุมมองการลงทุน: น่าสอยเข้าพอร์ตไหม?

สำหรับเพื่อนๆ ที่เล็งหุ้นตัวนี้อยู่ ผมสรุปประเด็นหลักๆ ให้ 3 ข้อครับ:

  1. กำไรโตสม่ำเสมอ: คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิเฉลี่ยสะสม (CAGR) ของ MTC จะโตได้แถวๆ 12 - 16% ยิงยาวไปจนถึงปี 2571 ซึ่งถือว่าโตสม่ำเสมอและมั่นคงที่สุดในกลุ่มไมโครไฟแนนซ์บ้านเราแล้ว

  2. ต้นทุนลด กำไรเพิ่ม: การใช้ AI คุมค่าใช้จ่ายบวกกับการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำลง จะดันให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ดีขึ้นอีกเพียบ

  3. ราคาเป้าหมาย: ตอนนี้สถาบันการเงินส่วนใหญ่ประเมินราคาพื้นฐานของ MTC ไว้ที่ประมาณ 44.00 - 48.00 บาท ถือว่า P/E ตอนนี้อยู่ในระดับที่น่าสนใจมากๆ สำหรับหุ้นผู้นำตลาดแบบนี้

ภาพรวมคือ MTC เป็นหุ้นที่ผ่านช่วงขยายสาขาอย่างบ้าคลั่งมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วง "เก็บเกี่ยวกำไร" โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยรีดประสิทธิภาพ ใครชอบหุ้นแนวแกร่ง ชัวร์ หนี้เสียต่ำ และยังมี Growth ในอนาคต MTC คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลยครับ!

HANA กับภารกิจลุยสมรภูมิชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ

 

HANA หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย กับภารกิจลุยสมรภูมิชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ



ทุกคนเคยสังเกตไหมว่าช่วงนี้กระแส AI กับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มาแรงมาก? วันนี้เราเลยอยากชวนมาคุยเรื่องหุ้นอิเล็กทรอนิกส์แถวหน้าของเมืองไทยอย่าง HANA (บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด มหาชน) กันหน่อย เพราะตอนนี้เขากำลังขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศของชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกแล้ว มีเรื่องแซ่บ ๆ และข้อมูลอินไซด์ที่น่าสนใจเพียบ มาดูกันเลย!

🛑 เคลียร์ให้ชัดก่อน! HANA ไหนเป็น HANA ไหน? (อย่าจำสับสนนะเพื่อน)

เวลาไปคุยกับใครในวงการหุ้นหรือไอที มักจะมีคนจำสับสนอยู่บ่อย ๆ เพราะชื่อมันคล้ายกันไปหมด เราเลยขอแยกแยะให้ฟังชัด ๆ ตรงนี้เลย:

  • HANA (ของไทยเรา): ตั้งมาตั้งแต่ปี 2521 นำทีมโดยซีอีโอคู่บุญอย่าง คุณริชาร์ด เดวิด ฮาน และทีมผู้บริหารที่อยู่กันมานานเฉลี่ยถึง 17.8 ปี เก๋าเกมสุด ๆ โฟกัสหลักคือการประกอบแผงวงจร (PCBA) และกำลังลุยชิปกำลังสูง (SiC)

  • Hana Micron (ของเกาหลีใต้): อันนี้คนละบริษัทกันเลย! เขาเป็นบริษัทเกาหลีที่ตั้งโดยอดีตผู้บริหาร Samsung เน้นพวกแพ็กเกจจิ้งชิปหน่วยความจำ (HBM) มีฐานผลิตหลักอยู่ที่เกาหลีและเวียดนาม

  • Hana Financial Group / KEB Hana Bank: ส่วนพวกนี้เป็นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินของเกาหลีกับอินโดนีเซีย ไม่เกี่ยวอะไรกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เลยจ้า จำไว้ให้ดีจะได้ไม่ปล่อยไก่เวลาคุยกับเพื่อนนักลงทุนนะ!

🏭 ส่องอาณาจักร HANA มีโรงงานไหนทำอะไรบ้าง?

รู้ไหมว่า HANA เขามีโรงงานใหญ่ ๆ กระจายอยู่ทั่วโลก 6 แห่ง พื้นที่รวมกันกว่า 1.1 ล้านตารางฟุต พนักงานเป็นหมื่นคน! แต่ละที่มีทีเด็ดไม่เหมือนกัน:

🇹🇭 ฐานทัพในไทย (อู่ข้าวอู่น้ำหลัก)

  • โรงงานลำพูน: มี 2 โรงงาน เน้นงานฝีมือความแม่นยำสูงมาก ๆ อย่างการประกอบแผงวงจร (PCBA) และไมโครแพ็กเกจจิ้งชิปขนาดจิ๋ว ได้มาตรฐานระดับโลกเพียบ แถมยังทำชิ้นส่วนอุปกรณ์การแพทย์ด้วยนะ

  • โรงงานอยุธยา (ฮานา เซมิคอนดักเตอร์): ตั้งอยู่ที่นิคมไฮเทค ที่นี่ทำหน้าที่ประกอบและทดสอบชิปขั้นปลาย (OSAT) เชี่ยวชาญพวกเซนเซอร์ MEMS และระบบเชื่อมสายทองแดงขั้นสูง

🌍 ฐานทัพต่างประเทศ (กระจายความเสี่ยง)

  • จีน (เจียซิง): ตอนนี้ปรับโฉมใหม่ กลายเป็นศูนย์กลางผลิตโมดูลสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบเซนเซอร์ความแม่นยำสูงไปแล้ว รายได้กำลังฟื้นตัวดีเลย

  • กัมพูชา: โรงงานนี้เน้นงานที่ใช้แรงงานเยอะ ๆ ทำพวกแผงวงจรพื้นฐานและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน เพื่อช่วยคุมต้นทุนภาพรวมของกลุ่ม

  • อเมริกา (โอไฮโอ): เน้นงานไฮเทคสาย R&D พัฒนาอุปกรณ์พวก RFID สำหรับ IoT และจอภาพขนาดจิ๋ว (LCOS)

  • เกาหลีใต้ (PMS - Power Master Semiconductor): ด่านหน้าในการวิจัยและผลิตแผ่นเวเฟอร์เซมิคอนดักเตอร์กำลังสูง ทั้งแบบซิลิคอนธรรมดาและซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC)

🚀 2 บิ๊กโปรเจกต์ไฮไลท์: ทางลัดสู่โลกชิป AI และ EV

นี่คือจุดพีคที่ทำให้ HANA น่าจับตามองมาก ๆ เพราะเขากำลังกระโดดเข้าห่วงโซ่อุปทานระดับโลกผ่าน 2 โครงการนี้:

1. โครงการ FT1: โรงงานเวเฟอร์ SiC แห่งแรกของไทย!

HANA เขาไปจับมือกับพี่ใหญ่อย่าง กลุ่ม ปตท. ตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ FT1 Corporation เพื่อสร้างโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ต้นน้ำในไทย ซึ่งได้บอร์ด BOI ไฟเขียวให้สิทธิประโยชน์สูงสุดเรียบร้อย!

  • เงินลงทุน: เฟสแรกจัดหนักไปประมาณ 11,500 ล้านบาท (350 ล้านดอลลาร์)

  • พิกัด: นิคมเครือสหพัฒน์ ลำพูน (ตอนนี้กำลังเคลียร์พื้นที่ทำห้องคลีนรูมกันอยู่)

  • เป้าหมาย: คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ช่วง ไตรมาส 1 ปี 2570 โดยได้เทคโนโลยีจากเกาหลีใต้ และดึงวิศวกรจาก PMS มาช่วยเทรนงาน งานนี้ไทยเราจะได้เป็นฐานผลิตชิปกำลังสูงส่งให้พวกรถ EV, ศูนย์ข้อมูล AI และกริดไฟฟ้าอัจฉริยะแล้วนะเพื่อน!

2. จับมือ Phononic ทำระบบระบายความร้อนให้เซิร์ฟเวอร์ AI

พอระบบ AI มันโต คอมพิวเตอร์แรง ๆ ใน Data Center ก็ร้อนจัดใช่ไหม? HANA เลยไปเป็นพาร์ทเนอร์กับ Phononic ผลิตอุปกรณ์ทำความเย็นแบบเทอร์โมอิเล็กทริก (TEC) เพื่อควบคุมอุณหภูมิชิปเซ็ตความเร็วสูงและ GPU ระดับโลก

  • ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการทดสอบ คาดว่าจะเริ่มผลิตจริงด้วยสายพานอัตโนมัติที่ลำพูนใน ไตรมาส 3 ปี 2569

  • กระซิบว่ายอดสั่งซื้อล้นจนต้องเตรียมขยายพื้นที่ผลิต และผู้บริหารแอบหวังว่าตัวนี้จะกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ติด Top 5 ถึง Top 7 ของบริษัทเลยทีเดียว!

🛠️ แผนผ่าตัดใหญ่ PMS เกาหลีใต้ พลิกเกมสู้จีนทุ่มตลาด

ถ้าใครตามงบจะรู้ว่าช่วงปี 2567 โรงงาน PMS ที่เกาหลีใต้เจ็บหนัก ขาดทุนยับจากพิษสมาร์ตโฟนชะลอตัวบวกกับเจอจีนทุ่มตลาดชิปซิลิคอน จน HANA ต้องยอมตัดใจตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ไปก้อนโตถึง 1,840 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2568

แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้นะ! HANA แก้เกมด้วยการย้ายสายการผลิตเวเฟอร์ซิลิคอนแบบเดิมทั้งหมดจากเกาหลีไปไว้ที่จีนแทนภายในไตรมาส 3 ปี 2568 เพื่อกดต้นทุนแรงงานและอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบมากขึ้น ส่วนโรงงานที่เกาหลีใต้ก็ปรับโฉมให้ลุยงานไฮเอนด์อย่าง ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) เจน 3 ที่ชิปเล็กลง 20% แต่แรงเท่าเดิม ล่าสุดได้สัญญาจ้างผลิต (Foundry Contract) เข้ามาเติมมือแล้ว คาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้นิ่ง ๆ ยาว ๆ ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

📊 ส่องงบการเงิน: ตัวเลขเป็นยังไงบ้าง?

มาดูพาร์ทตัวเลขกันหน่อย จะได้เห็นภาพชัด ๆ ว่าช่วงปี 2566 จนถึงปี 2569 ที่ผ่านมา HANA เจออะไรไปบ้าง (เราสรุปตัวเลขกลม ๆ มาให้ดูง่าย ๆ เลย)

  • รายปี (2566 - 2568): ปี 2568 รายได้รวมแอบหดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20.6 พันล้านบาท (ลดลงราว ๆ 17% จากปีก่อนหน้า) เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวบวกกับเงินบาทแข็งค่า แต่ข่าวดีคือปี 2568 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 670.4 ล้านบาทได้สำเร็จ (หลังจากที่ปี 2567 ขาดทุนไปเพราะเรื่องตั้งสำรอง)

  • ไตรมาส 1 ปี 2569ล่าสุด: ทำรายได้ไป 4,932 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 103.5 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 2.06%

⚠️ จุดที่ต้องเอามือกุมขมับแล้วเฝ้าระวัง: ถ้าเพื่อน ๆ สังเกตดู จะเห็นว่าระยะเวลาเก็บหนี้ (Collection Period) มันลากยาวขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดดีดไปเป็น 92.56 วันแล้ว แถมกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ยังติดลบครั้งแรกที่ -220.93 ล้านบาท แปลว่าลูกค้ารายใหญ่สายยานยนต์กับการสื่อสารเริ่มจ่ายเงินช้าลง จุดนี้ต้องคอยเช็กเรื่องสภาพคล่องให้ดีนะ

🥊 เทียบฟอร์มกับคู่แข่งในตลาด (Data ปี 2568)

ถ้าเอาไปเทียบกับ CCET (แคล-คอมพ์) รายนั้นเขาไซส์ยักษ์กว่า HANA เกือบ 7 เท่า (รายได้แสนกว่าล้าน) แต่ CCET เขาเน้นรับจ้างผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าปริมาณเยอะ ๆ กำไรต่อชิ้นน้อย (High Volume/Low Margin) ส่วน HANA ของเราจะเน้นพวกชิปและแผงวงจรเฉพาะทาง แม้รายได้รวมจะน้อยกว่า แต่ถ้าดูสัดส่วนกำไรขั้นต้นต่อรายได้ ถือว่า HANA ทำได้เนื้อ ๆ น้ำ ๆ กว่าจ้า

💼 แอบส่องใบสมัครงาน: HANA กำลังมองหาใคร?

การที่บริษัทประกาศรับสมัครงานบ่อย ๆ มันบอกใบ้อนาคตเราได้นะเพื่อน! ตอนนี้ HANA กำลังเปิดรับสมัครทีมงานเพียบเพื่อรองรับโปรเจกต์ใหม่ ๆ:

  • สำนักงานใหญ่ (กทม.): เน้นหา Programmer และ System Analyst เก่ง SQL/SAP BTP มาดูแลระบบหลังบ้าน

  • โรงงานอยุธยา: ล่าสุดหาพวกวิศวกรอาวุโส (NPI Engineer) และที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่จัดซื้อที่เชี่ยวชาญสิทธิประโยชน์ BOI (เอามาลุยงานโรงงาน FT1 โดยเฉพาะนั่นแหละ)

  • โรงงานลำพูน: ลุยหา Quality Engineer และ Test Engineer ที่แม่นมาตรฐานสากลอย่าง IATF16949 และ ISO13485 (เครื่องมือแพทย์)

ใครสนใจหรือมีเพื่อนสายวิศวะ/ไอที อยากลองเปลี่ยนงานไปอยู่กับบริษัทเทคระดับโลก ลองติดต่อไปตามอีเมลของแต่ละโรงงานดูได้เลยนะ! (มีทั้ง recruit@hanabk.th.com, recruiter@ayt.hanabk.th.com, krongtw@lpn.hanabk.th.com ยื่นเรซูเมโลด!)

🎯 สรุปมุมมองอนาคต: HANA น่าสนใจไหม?

ถ้าให้เราสรุปนะ... เรามองว่า HANA ได้ผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรไปแล้วเมื่อปี 2567 ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วง "ฟื้นตัวและแปลงร่าง"

แม้ระยะสั้นในครึ่งปีแรกของปี 2569 นี้ จะยังมีขรุขระบ้างจากเรื่องเก็บเงินลูกค้าได้ช้าและปัญหากระแสเงินสดตึงตัวตามสภาวะตลาดยานยนต์ แต่ถ้ามองยาว ๆ โครงการ FT1 ที่ลำพูน (ผลิตเวเฟอร์ SiC) และดีลระบายความร้อน AI กับ Phononic จะเริ่มรับรู้รายได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งนั่นแหละ... จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ HANA กลายเป็นหุ้นเทคโนโลยีต้นน้ำในยุค AI อย่างแท้จริง

แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ มองหุ้น HANA ตัวนี้ยังไงกันบ้าง? มาคอมเมนต์คุยกันได้ใต้บล็อกนี้เลยนะ! อย่าลืมกดแชร์กดติดตามบล็อกของเราไว้ด้วยล่ะ เจอกันโพสต์หน้า! 😉

DELTA: จากโรงงานผลิตชิ้นส่วน สู่ขุมพลัง AI และพลังงานสะอาดระดับโลก!


🎧 แกะรอย DELTA: จากโรงงานผลิตชิ้นส่วน สู่ขุมพลัง AI และพลังงานสะอาดระดับโลก!


เฮ้ยพวกแก.. วันนี้เรามีเรื่องบิ๊ก ๆ ในวงการไอทีและการลงทุนมาเล่าให้ฟัง! ถ้าพูดถึงหุ้นเทคโนโลยีในไทยที่ร้อนแรงที่สุด ยังไงก็ต้องมีชื่อ บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA แน่นอนใช่ไหมล่ะ?

แต่รู้ไหมว่าตอนนี้เขาไม่ได้เป็นแค่โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา ๆ แล้วนะ เพราะล่าสุดเดลต้ากำลังทรานส์ฟอร์มตัวเองไปเป็น "หัวใจหลัก" ของระบบ AI ระดับโลก และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว แบบเต็มตัวเลยล่ะ! วันนี้เราเลยสรุปข้อมูลเจาะลึกแบบฉบับเพื่อนเล่าให้ฟัง มาดูกันว่าเขามีอะไรอัปเดตบ้าง

🏭 ย้อนรอยสักนิด: จากจุดเริ่มต้นสู่พี่ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เดลต้าบ้านเราก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2531 (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2538) โดยมีคุณแม่เป็นยักษ์ใหญ่จากไต้หวันอย่าง Delta Electronics, Inc. ความเจ๋งของเดลต้าคือเขาทำธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ต้องไปนั่งออกแบบร่วมกับลูกค้า และผ่านการทดสอบแบบหิน ๆ (Customer Qualification) กว่าจะได้ขาย ดังนั้นพอเลือกใช้เดลต้าแล้ว ลูกค้าเลยเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นยากมาก (ต้นทุนการเปลี่ยนซัพพลายเออร์สูงลิ่ว) ทำให้เดลต้ามีรายได้ที่มั่นคงและมีอัตราการซื้อซ้ำสูงมาก

ตอนนี้สำนักงานใหญ่ของเขาคุมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ไปจนถึงโอเชียเนียเลยนะ ล่าสุดเพิ่งทุ่มเงินเกือบ 3,000 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งที่ 8 และศูนย์วิจัย R&D ใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู เพื่อลุยสายการผลิตอัจฉริยะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะด้วย!

🛠️ เจาะขุมกำลัง 4 กลุ่มธุรกิจของเดลต้า

เพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ เดลต้าเขาแบ่งเค้กธุรกิจออกเป็น 4 ขาหลัก ๆ ตามนี้เลย:

  1. กลุ่มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์กำลัง (Power Electronics Group): พระเอกทำเงินหลักของบริษัท มีทั้งระบบจ่ายไฟ DC, แหล่งจ่ายไฟของเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์/ดาต้าเซ็นเตอร์, พัดลมระบายความร้อน และพวกระบบจ่ายไฟในรถยนต์ EV

  2. กลุ่มธุรกิจระบบอัตโนมัติ (Automation Group): เน้นทำระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) เซนเซอร์ และระบบควบคุมอาคารประหยัดพลังงาน

  3. กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Group): ดูแลพวกระบบเครือข่ายความเร็วสูง (ICT) และพวกสถานีชาร์จรถยนต์ EV รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานสะอาด

  4. กลุ่มธุรกิจการเคลื่อนที่และการขับเคลื่อน (Mobility Group): โฟกัสระบบส่งกำลังในรถยนต์ EV แบบจัดเต็ม เช่น เครื่องชาร์จในตัวรถ (On-board Charger) และมอเตอร์ขับเคลื่อน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราสรุปเป็นตารางมาให้ดูง่าย ๆ ครับ:

กลุ่มธุรกิจหลักกลุ่มผลิตภัณฑ์ย่อยตัวอย่างการเอาไปใช้งาน
Power ElectronicsPSBG, FMBG, EVSBGเซิร์ฟเวอร์คลาวด์, โทรคมนาคม, อุปกรณ์การแพทย์, ระบบระบายความร้อนคอมพิวเตอร์
Automationออโตเมชันอุตสาหกรรม, ระบบอาคารอัจฉริยะโรงงานประกอบชิ้นส่วน, อาคารประหยัดพลังงาน, ระบบส่องสว่าง
InfrastructureICTBG, EISBGดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล, สถานีชาร์จ EV, ระบบกักเก็บพลังงาน
Mobilityระบบส่งกำลังยานยนต์ไฟฟ้า (EV Powertrain)ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (OEMs), ระบบควบคุมแรงบิดและมอเตอร์ขับเคลื่อน

📈 การเงินโขกสับ! ทุบสถิติใหม่เป็นว่าเล่น

บอกเลยว่าผลประกอบการของเดลต้าช่วงปี 2568 ถึงต้นปี 2569 นี่คือ "ดุดันไม่เกรงใจใคร" ของจริง เพราะได้อานิสงส์เต็ม ๆ จากกระแส AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก

  • ปี 2568: ยอดขายทะลุ 198,154 ล้านบาท (โต 30.9%) โกยกำไรสุทธิไป 24,814 ล้านบาท (โตถึง 42.4%!) แถมนักลงทุนเพิ่งได้เงินปันผลไปฟิน ๆ 0.60 บาทต่อหุ้น เมื่อเมษายน 2569 ที่ผ่านมานี้เอง

  • ไตรมาส 1 ปี 2569 (ล่าสุด): รายได้ยังวิ่งต่อไม่รอแล้วนะ อยู่ที่ 61,380 ล้านบาท (พุ่งกระฉูด 56.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีก่อน) ฟันกำไรสุทธิไปอีก 9,080 ล้านบาท ดันอัตรากำไรขั้นต้นทะลุ 31.7% สูงสุดในรอบ 13 ปีเลยทีเดียว!

นอกจากนี้ เดลต้ายังสอบผ่านเกณฑ์ระดับโลกที่เรียกว่า "Rule of 40" (ผลรวมของอัตราการเติบโตรายได้ + อัตรากำไร EBITDA ต้องมากกว่า 40%) ซึ่งเป็นตัวพิสูจน์ว่า บริษัทนี้โตเร็วด้วยและทำกำไรได้โกลเด้นท์ด้วย ไม่ใช่โตแต่ตัวเลขอย่างเดียว

ลองมาดูตัวเลขสรุปและประมาณการทางการเงินกันหน่อย:

ดัชนีทางการเงินและประมาณการปี 2565ปี 2566ปี 2567ปี 2568ปี 2569 (ประมาณการ)
รายได้รวม (ล้านบาท)119,501148,167166,737200,883273,946
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)15,34518,42218,93924,81438,697
กำไรต่อหุ้น (บาท/หุ้น)1.231.481.521.993.10
อัตรากำไรขั้นต้น (%)23.60%22.88%24.58%27.05%30.00%
ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE %)31.94%30.15%25.68%28.09%34.80%

❄️ นวัตกรรมคลื่นลูกใหม่: เมื่อ AI มันร้อน เดลต้าเลยจัด "ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว"

แกเข้าใจใช่ไหมว่า พอโลกเราเข้าสู่ยุค Generative AI พวกชิปประมวลผลมันต้องทำงานหนักมาก ดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิมที่ใช้พัดลมเป่าลมเย็นเอาไม่อยู่แล้ว! เดลต้าเลยขนเทคโนโลยีล้ำ ๆ ไปโชว์ในงาน COMPUTEX 2026 ที่ผ่านมา

ทีเด็ดคือ "Liquid Cooling Solutions" หรือระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวประสิทธิภาพสูง ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับชิปการ์ดจอระดับเทพอย่าง NVIDIA Vera Rubin NVL72 โดยเฉพาะ! แถมยังมีตู้ดาต้าเซ็นเตอร์อัจฉริยะสำเร็จรูป (Prefabricated AI Modular Data Center) ที่ประกอบเสร็จจากโรงงาน ช่วยลดเวลาติดตั้งหน้างานลงได้ถึง 60%

นอกจากนี้ยังจับมือเป็นพันธมิตรระดับโลกกับแบรนด์ดังอย่าง Daikin และ Siemens เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบพลังงานและความเย็นระดับก้าวหน้าในอาเซียนอีกด้วย เรียกว่ากินรวบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

⚡ เจ้าแห่ง EV Charger

ฝั่งรถยนต์ไฟฟ้าเดลต้าก็ไม่แผ่ว เขามีเครื่องชาร์จ EV ครอบคลุมตั้งแต่ในบ้านยันสถานีชาร์จด่วนตามไฮเวย์ (Ultra-Fast DC Charger) ที่จ่ายไฟแรงสะใจตั้งแต่ 100 kW ถึง 500 kW คุมระบบด้วยซอฟต์แวร์อัจฉริยะ DeltaGrid EVM ที่ช่วยบริหารจัดการพลังงานไม่ให้ไฟตกไฟเกินอีกต่างหาก

ประเภทเครื่องชาร์จชื่อรุ่นไฮไลต์กำลังไฟฟ้าฟังก์ชันเด่น
เครื่องชาร์จกระแสสลับ (AC)AC Mini Plus, AC MAX7 kW - 22 kWมีระบบ RFID ระบุตัวตน, สั่งการระยะไกลผ่าน OCPP
เครื่องชาร์จ DC ระดับกลางDC Wallbox, City Charger25 kW - 200 kWขนาดกะทัดรัด, มีหัวชาร์จคู่แบ่งจ่ายไฟตามขนาดรถได้
เครื่องชาร์จ DC ความเร็วสูงมากSLIM 100, UFC 200, UFC 500100 kW - 500 kWเหมาะกับรถเชิงพาณิชย์/ปั๊มทางหลวง, มีระบบคุมความร้อนอัจฉริยะ

📍 เคลียร์คัตให้หายข้องใจ: เดลต้าไม่ได้มีโรงงานที่ปราจีนบุรีนะ!

เรื่องนี้ต้องขีดเส้นใต้หนา ๆ เลยพวกแก! เพราะมีนักวิเคราะห์กับเอกสารท้องถิ่นหลายแห่งชอบเข้าใจผิด คิดว่าเดลต้ามีโรงงานอยู่ที่นิคม 304 หรือจังหวัดปราจีนบุรี

เรื่องจริงคือ: บมจ. เดลต้า ประเทศไทย ไม่มีโรงงานหรือสถานประกอบการของตัวเองในจังหวัดปราจีนบุรีเลยแม้แต่แห่งเดียวครับ! โรงงานหลัก ๆ ของเขามีแค่ 2 พิกัดเท่านั้น คือ นิคมอุตสาหกรรมบางปู (สมุทรปราการ) และ นิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ (ฉะเชิงเทรา) ที่คนสับสนอาจเป็นเพราะเดลต้าเคยไปทำ MOU ร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคกบินทร์บุรี และ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี เพื่อพัฒนาการศึกษาและบุคลากร (แถมในนิคม 304 มีร้านค้าชื่อพ้องอย่าง คลินิกทันตกรรมเดลต้า หรือบริษัทเดลต้า อลูมิเนียม รวมถึงมีโรงงานคู่แข่งรายอื่นตั้งอยู่) เลยทำให้คนจำสับสนกันไปเองจ้า

🌳 ยุทธศาสตร์ ESG: มุ่งสู่ Net Zero และคืนกำไรสู่สังคม

เรื่องสิ่งแวดล้อมเดลต้าเขาก็จริงจังนะ ตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และมีแผนใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ภายในปี 2573 ซึ่งตอนนี้ทำสำเร็จไปแล้วถึง 69% เลยทีเดียว จนได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่ม Clean200 (อันดับที่ 108 ของโลก) สองปีซ้อนแล้ว

นอกจากนี้ยังสนับสนุนการศึกษาไทย ผ่านโครงการมอบห้องปฏิบัติการอิเล็กทรอนิกส์กำลังให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นสปอนเซอร์หลักในโครงการ CONNEXT ED ช่วยเหลือและพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลถึง 9 แห่งทั่วประเทศ เช่น โรงเรียนตลาดเกาะแรต (นครปฐม), โรงเรียนบ้านนวราษฎร์ (น่าน) และโรงเรียนบ้านร่องปลาขาว (เชียงราย) เป็นต้น

⚠️ เหรียญมีสองด้าน: ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

เล่าแต่เรื่องดี ๆ เดี๋ยวจะหาว่าอวย ยอมรับว่าเดลต้าช่วงนี้ก็มีความท้าทายอยู่เหมือนกัน:

  1. ห่วงโซ่อุปทานตึงตัว: แผ่นวงจรพิมพ์ (PCBs) และชิ้นส่วนทองแดงแอบขาดแคลนและส่งมอบล่าช้า อาจกระทบความเร็วในการผลิตส่งให้ลูกค้า AI

  2. ค่าลิขสิทธิ์สิทธิประโยชน์ทางปัญญา (Royalty Fees): ที่ต้องจ่ายให้บริษัทแม่ไต้หวันขยับเพิ่มขึ้น จาก 4.7% ในปี 2568 ขึ้นเป็น 6.0% ในปี 2569 ซึ่งอาจจะมากดดันอัตรากำไรในระยะสั้น

  3. ความผันผวนของค่าเงินบาท: ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก ๆ 1 บาทต่อดอลลาร์ อาจจะทำให้กำไรสุทธิโดยรวมลดลงประมาณ 6.5% เลยนะ

ด้วยเหตุนี้ สำนักวิเคราะห์อย่าง Finansia Syrus (FSSIA) เลยปรับลดคำแนะนำเป็น "REDUCE" (ลดสัดส่วนการถือครอง) โดยให้ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 320.00 บาทต่อหุ้น เพราะมองว่าราคาหุ้นที่เคยพุ่งไปแถว ๆ 347–372 บาทนั้นสะท้อนข่าวดีเรื่อง AI ไปเยอะแล้ว แถม Forward P/E ตอนนี้สูงกว่า 111.9 เท่า ถือว่าแอบแพงและมีความเสี่ยงถ้าซัพพลายเชนมีปัญหา

ทว่าในมุมของ UOB Kay Hian ยังมองบวกในระยะยาว เพราะชอบที่เดลต้าผ่านเกณฑ์ Rule of 40 สบาย ๆ และคาดว่ารายได้จากฝั่ง AI จะเติบโตแบบทบต้น (CAGR) สูงถึง 43.7% ไปจนถึงปี 2572 นู่นเลย

💬 สรุปมุมมองเพื่อน: DELTA ถือเป็นหุ้น Tech ยักษ์ใหญ่ที่มีพื้นฐานแกร่งและเทคโนโลยีในมือคือของจริง ตอบโจทย์อนาคตทั้ง AI และ EV แต่ด้วยราคาหุ้นและ Valuation ในปัจจุบันที่ค่อนข้างตึงตัว ใครจะเข้าลงทุนช่วงนี้อาจต้องประเมินจังหวะและรับความเสี่ยงกันให้ดี ๆ นะเพื่อน ๆ !

‘ธนาคารกรุงเทพ’ BBL ยักษ์ใหญ่ที่กำลังแปลงร่างในยุคดิจิทัล


📌 เล่าให้ฟัง: ถอดรหัส ‘ธนาคารกรุงเทพ’ ยักษ์ใหญ่ที่กำลังแปลงร่างในยุคดิจิทัล



ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ ว่าถ้าพูดถึงธนาคารสีน้ำเงินที่มีโลโก้เป็นรูปบัวหลวง เราจะนึกถึงความเก๋า ความนิ่ง และความมั่นคงมาเป็นอันดับแรกใช่ไหม? แต่รู้ไหมว่าตอนนี้ “ธนาคารกรุงเทพ” (BBL) ที่เราคุ้นเคย กำลังขยับตัวทำอะไรสนุกๆ (และดุดัน) ในโลกการเงินยุคใหม่อยู่เพียบเลย

วันนี้เราเลยอยากมาชวนคุย ชำแหละให้ฟังกันแบบเป็นกันเอง ตั้งแต่รากเหง้าประวัติศาสตร์ ยันยุทธศาสตร์ลับที่เขาแอบไปโตเงียบๆ ในต่างประเทศ... ล้อมวงเข้ามาเลย เดี๋ยวเล่าให้ฟัง!

1. จากตึกแถว 2 คูหา สู่ตำนาน ‘โสภณพนิช’ ที่เชื่อมไทย-ฮ่องกง

ถ้าเล่าย้อนไปตอนตั้งไข่ BBL เกิดขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2487 นู่นเลยครับ เริ่มต้นจากตึกแถวเล็กๆ 2 คูหาแถวถนนราชวงศ์ มีพนักงานแค่ 23 คนเอง แถมช่วงแรกเกือบไปไม่รอดเพราะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

แต่จุดเปลี่ยนชีวิตของธนาคารอยู่ที่ผู้ชายชื่อ "ชิน โสภณพนิช" ครับ (คนนี้คือคุณปู่ของ คุณชาติศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่คนปัจจุบัน) ชีวิตคุณปู่ชินนี่คือพล็อตหนังยอดกตัญญูเลยนะ เป็นลูกชาวจีนแต้จิ๋วอพยพ เคยเป็นเด็กเรือโยงถ่อเรือขนสินค้าเกษตรมาก่อน แต่ด้วยความขยันและหัวการค้า เลยไต่เต้าจนได้เข้ามาช่วยแก้วิกฤต และนั่งเก้าอี้ผู้จัดการธนาคารยาวนานถึง 25 ปี!

จากวันนั้น ตระกูลโสภณพนิชก็วางรากฐานจนธนาคารโตแบบก้าวกระโดด แถมตาแหลมมาก ขยายสายสัมพันธ์ไปถึงฮ่องกงผ่านลูกหลานในตระกูล ทำให้ BBL มีแต้มต่อเรื่องความเป็นสากลและคอนเนกชันในระดับภูมิภาคมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกแล้ว

2. แผนลับ “Regional Bank” บุกอินโดฯ เผื่อโตในอินเดีย

ในขณะที่ธนาคารอื่นในไทยเน้นสู้รบตบมือกันในบ้าน แต่ BBL เค้ามองการณ์ไกล บุกไปเป็นเจ้าพ่อในอินโดนีเซียเรียบร้อยแล้วจ้า!

ดีลหยุดโลกปี 2563: BBL ทุ่มเงินก้อนโตระดับ 7-8 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อหุ้น Permata Bank ธนาคารอินโดนีเซีย สูงถึง 89.12%

ตอนแรกคนก็งงว่าจะซื้อไปทำไมใหญ่โต? แต่ตอนนี้ผลลัพธ์มันฟ้องแล้วว่า... "โคตรคุ้ม!" เพราะอะไรมาดูกัน:

  • ได้สาขาทันใจ: จากที่มีสาขาในอินโดฯ นับนิ้วได้ พอซื้อเสร็จปุ๊บ ได้เครือข่ายเพิ่มทันที 200 กว่าสาขา ดัน Permata ติด Top 10 ธนาคารใหญ่ของอินโดฯ ไปเลย

  • อุ้มพอร์ตสินเชื่อรวม: ยอดสินเชื่อในไทยของ BBL แอบติดลบเฉลี่ย 0.5% ต่อปีในรอบ 5 ปีหลัง (ตามสภาพเศรษฐกิจบ้านเราอ่ะเนอะ) แต่ได้พอร์ตของ Permata ที่โตวันโตคืนเฉลี่ยปีละ 5% มาช่วยพยุงไว้ ทำให้ภาพรวมสินเชื่อของเครือข่ายยังโตได้สวยๆ

  • แอบจิ๊กเทคโนโลยีมาใช้: แอปพลิเคชัน "Permata ME" ของฝั่งนู้นเขาล้ำมาก มีฟีเจอร์จองคิวล่วงหน้าและระบบดิจิทัลดีๆ BBL ก็เลยถอดองค์ความรู้มาปรับใช้กับแอปในไทยซะเลย

แถมล่าสุด (เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 นี้เอง) พี่ใหญ่เค้ายังควงแขนหน่วยงานรัฐ พาผู้ประกอบการไทยบินไปเจรจาธุรกิจกับ T-Hub ซึ่งเป็น Hub สตาร์ทอัพตัวท็อปของอินเดียอีกด้วย เรียกว่ากะจะปักหมุดในประเทศที่เศรษฐกิจโตแรงๆ ให้ครบ

3. ส่องงบการเงิน: ปึ้กแค่ไหน? น่าซื้อหุ้นไหม?

มาดูตัวเลขกันหน่อย (สัญญากับแกแล้วว่าจะย่อยให้อ่านง่ายที่สุด ไม่ปวดหัวแน่นอน!)

ถ้าดูเทรนด์ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2526 นี้ สินทรัพย์รวม ของ BBL โตต่อเนื่องจาก 4.33 ล้านล้านบาท ทะยานไปแตะ 4.70 ล้านล้านบาทแล้ว ส่วน กำไรสุทธิ ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 46,007 ล้านบาท แม้ว่าในไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรจะแอบแผ่วลงมาอยู่ที่ 10,994 ล้านบาท (ลดลง 12.9% เพราะเรื่องดอกเบี้ยและหนี้เสียขยับตามสภาวะเศรษฐกิจ)

แต่มุมมองนักลงทุนล่ะ? หุ้น BBL ตอนนี้ถือว่า "ถูกและดี" ในสายตาหลายคนเลยนะ ค่า P/E อยู่แถวๆ 6-7 เท่าเอง และราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีจริงค่อนข้างมาก (P/BV แค่ 0.5 เท่ากว่าๆ) ที่สำคัญคือ ปันผล (Dividend Yield) จุกๆ จ้า ไต่ระดับจาก 4.64% ในปี 2567 ขึ้นมาแตะ 5.68% ช่วงต้นปี 2569 นี้แล้ว สายออมหุ้นนี่ตาเป็นประกายแน่นอน!

4. ใครใหญ่สุดใน BBL? และใครคุมบังเหียนอยู่?

แอบมาส่องหลังบ้านกันบ้าง ถ้าดูรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ อันดับหนึ่งคือ บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (23.38%) ตามมาด้วย ซิตี้เรียลตี้ (4.70%) และ สำนักงานประกันสังคม (4.00%) รวมถึงมีกองทุนระดับโลกอย่าง STATE STREET มาร่วมแจมด้วย โครงสร้างถือว่าอินเตอร์มากๆ

ส่วนทีมผู้บริหาร ก็นำทัพโดย คุณพรเทพ พรประภา (ประธานกรรมการ), คุณสิงห์ ตังทัตสวัสดิ์ (ประธานกรรมการบริหาร) และแน่นอน คุณชาติศิริ โสภณพนิช นั่งแท่นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมกับกรรมการอิสระเก่งๆ อีกหลายคน จนทำให้กวาดรางวัลระดับโลกมาเพียบ โดยเฉพาะรางวัลด้านความยั่งยืน (ESG) และรางวัลการจัดการสินทรัพย์ที่ได้ติดต่อกันมาถึง 17 ปีซ้อน!

5. ดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม... กับการ "คัดกรอง" ลูกค้ารายย่อย

เรื่องนี้ดราม่าอยู่พักหนึ่งเลยในหมู่ผู้ใช้อย่างเราๆ คือ BBL เค้าพยายามดันเรื่องสังคมไร้เงินสดเต็มที่ มีแอปพวก BeMerchant NextGen ให้ร้านค้าสแกน QR, WeChat Pay, Alipay ได้สะดวกสะบาย

แต่เรื่องที่ทำให้ลูกค้ารายย่อยร้องอุ้ย! ก็คือ นโยบายบัญชี e-Savings ใหม่ (เริ่ม 9 เม.ย. 2569) ที่กำหนดว่าต้องมียอดเงินติดบัญชีไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทนะ ถ้าต่ำกว่านั้นจะโดนระงับการโอนหรือถอนผ่านแอปทันที (ยกเว้นตัดค่าน้ำค่าไฟอัตโนมัติ) แถมนิ่งเกิน 1 ปี เงินต่ำกว่าเกณฑ์ โดนหักค่ารักษาบัญชีอีกเดือนละ 50 บาท

บวกกับการที่ BBL ประกาศถอนตัวไม่ยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank (ธนาคารไร้สาขา) ที่เคยจะทำร่วมกับกลุ่ม BTS

มุมมองนักวิเคราะห์มองเกมนี้ยังไง? เค้าบอกว่า BBL กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ฉันไม่ขอไปเหนื่อยแข่งในตลาดล่างนะจ๊ะ” เพราะลูกค้ารายย่อยทั่วไปมีต้นทุนการดูแลสูงและเสี่ยงหนี้เสียสืบเนื่องจากเศรษฐกิจปัจจุบัน สู้เอาเวลาและทรัพยากรไปเน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ พี่เบิ้ม SME หรือลูกค้าระดับบนที่ถนัดและกำไรดีกว่าดีกว่าเยอะ!

6. วัฒนธรรมองค์กร "One Family" และเครือข่ายที่เหนียวแน่น

ถึงจะดูดุดันในเชิงธุรกิจ แต่กับพนักงาน BBL เค้าดูแลละมุนอยู่นะ มีวัฒนธรรมแบบ "One Family, One Team" แถมล่าสุดตอนเมษายน 2569 ที่ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด ค่าน้ำมันแพง บอร์ดก็อนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้พนักงานและผู้บริหารทุกคนคนละ 20,000 บาทถ้วน! ใจป๋าไปอีก

และถึงแม้เทคโนโลยีจะทำให้ธนาคารต้องยุบสาขาในประเทศลงจาก 791 สาขา เหลือ 705 สาขา แต่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “จังหวัดปราจีนบุรี” ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมหลัก BBL เค้าไม่ยอมถอยนะจ๊ะ! เค้ายังตรึงกำลังสาขาไว้เพียบเพื่อรองรับโรงงานและธุรกิจแถวนั้น เช่น:

  • สาขาปราจีนบุรี / สาขาสี่แยกกบินทร์บุรี / สาขาเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี (เปิด จันทร์-ศุกร์)

  • สาขาเทสโก้โลตัสศรีมหาโพธิ / ไมโคร บิ๊กซี ศรีมหาโพธิ / ไมโคร โรบินสัน ปราจีนบุรี (เปิดตามเวลาห้าง)

แถมในเขตนิคมกบินทร์บุรี เค้าถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่ระดับอินเตอร์ (จบ ปริญญาโท International Management) มาคอยคุมระบบระบบไอทีและการโอนเงินต่างประเทศ Swift โดยเฉพาะ เพื่อให้กลุ่มทุนข้ามชาติทำธุรกิจได้ไม่สะดุดเลยล่ะ

💬 สรุปภาพรวมจากใจเพื่อน

ถ้าให้สรุปสั้นๆ BBL หรือธนาคารกรุงเทพในวันนี้ ไม่ใช่คุณปู่เฉื่อยชาแต่อย่างใดครับ แต่เป็น "เสือซุ่ม" ที่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร เค้าเลือกที่จะเลี่ยงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไทยที่โตช้า ด้วยการเอาเงินไปเติบโตในอินโดนีเซียและอินเดีย และเลือกที่จะไม่ลงมาเจ็บตัวกับสงครามราคาในตลาดลูกค้ารายย่อย แต่หันไปกอดลูกค้าธุรกิจแน่นๆ พร้อมกับสร้างป้อมปราการความเสี่ยง (เงินกองทุนและเงินสำรอง) ไว้หนาปึ้กที่สุดในระบบ

สมฉายา "เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน" เวอร์ชั่นอัปเกรดดิจิทัลจริงๆ ครับ!

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

TVO น้ำมันพืชองุ่นที่เราคุ้นเคย แต่อ่านงบแล้วไม่ธรรมดา!

**เจาะลึกหุ้น TVO น้ำมันพืชองุ่นที่เราคุ้นเคย แต่อ่านงบแล้วไม่ธรรมดา!**





สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับหุ้นตัวหนึ่งที่พวกเราน่าจะคุ้นเคยกันดีในชีวิตประจำวันมาเล่าให้ฟัง นั่นก็คือ **TVO** หรือ **บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)** เจ้าของน้ำมันพืชตรา "องุ่น" ที่มีติดครัวแทบทุกบ้านนั่นเอง


พอดีผมเพิ่งนั่งไล่ดูบทวิเคราะห์เชิงลึกของบริษัทนี้มา บอกเลยว่าน่าสนใจมากสำหรับใครที่กำลังมองหาหุ้นปันผล หรืออยากเข้าใจโครงสร้างธุรกิจสายสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เกษตรและอาหาร วันนี้เลยอยากจะเอามาสรุปให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายๆ สไตล์เพื่อนเล่าให้ฟังครับ ลองมาดูกันว่าบริษัทอายุเก่าแก่กว่า 50 ปีตัวนี้ เขามีทีเด็ดอะไรซ่อนอยู่บ้าง


---


### 1. จากโรงกลั่นเล็กๆ สู่ "พี่ใหญ่" ที่คุมตลาดกว่าครึ่งประเทศ


รู้ไหมครับว่า TVO เขาเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 โน่นเลย เริ่มแรกทำโรงกลั่นน้ำมันรำข้าวกำลังผลิตแค่ 50 ตันต่อวันเอง จนกระทั่งขยับขยายมาทำโรงงานสกัดเมล็ดถั่วเหลือง และเข้าตลาดหุ้นในปี 2533


จุดเด่นที่สุดของ TVO คือเรื่อง **Economies of Scale** หรือการประหยัดเชิงขนาดครับ เขาขยายโรงงานมาเรื่อยๆ ทุกทศวรรษ จนล่าสุดช่วงปี 2567-2568 ที่ผ่านมา เขาเพิ่งปรับปรุงโรงงาน TVO1 เสร็จ ทำให้ตอนนี้กำลังการผลิตพุ่งไปแตะ **7,000 ตันเมล็ดถั่วเหลืองต่อวัน** แล้ว!


ถ้าเทียบกับกำลังการผลิตรวมของทั้งประเทศที่อยู่ราวๆ 13,500 ตันต่อวัน หมายความว่า **TVO รายเดียวคุมกำลังการผลิตในประเทศไปแล้วกว่า 51.85%** ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองอย่างน้ำมันพืชตรา "กุ๊ก" (กำลังผลิต 2,500 ตันต่อวัน) แบบไม่เห็นฝุ่นเลยครับ แถมเขายังมีการลงทุนทำขวดพลาสติก PET เองผ่านบริษัทลูก (PDG) เพื่อประหยัดต้นทุนบรรจุภัณฑ์อีกด้วย


---


### 2. ขายน้ำมันพืชอย่างเดียวจริงหรือเปล่า?


หลายคนเข้าใจว่า TVO รายได้หลักมาจากน้ำมันขวด แต่อันที่จริงแล้ว พอร์ตรายได้ของเขาถูกแบ่งออกเป็น 2 ขาหลักๆ ที่สมดุลกันมากครับ:


* **สายกากถั่วเหลืองและวัตถุดิบอาหารสัตว์ (พระเอกตัวจริง):** รายได้ส่วนใหญ่ **มากกว่า 56%** มาจากขานี้ครับ! ตัวหลักคือ "ทีวีโอ ไฮโพรมีล" กากถั่วเหลืองโปรตีนสูงที่ขายส่งให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์และฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีพวกถั่วเหลืองอบไขมันเต็ม (Full Fat Soy) และเลซิตินที่ใช้ทำอาหารกุ้งด้วย เรียกว่าปศุสัตว์ไทยเติบโต TVO ก็โตตามไปด้วย

* **สายน้ำมันบริโภค (แบรนด์แข็งแกร่ง):** แน่นอนคือน้ำมันถั่วเหลืองตรา "องุ่น" ที่ครองใจคนไทยครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันถั่วเหลืองสูงถึง 52-63% แต่อย่าลืมนะว่าในตลาดรวมน้ำมันพืชไทย น้ำมันปาล์มยังเป็นเจ้าตลาดเพราะถูกกว่าและเหมาะกับการทอดหนักๆ นอกจากนี้ TVO เขายังแตกไลน์ไปทำน้ำมันเพื่อสุขภาพ เช่น ทานตะวัน คาโนลา และยังได้สิทธิ์ขายน้ำมันมะกอกพรีเมียมแบรนด์ระดับโลกอย่าง "Monini" จากอิตาลีแต่เพียงผู้เดียวในไทยอีกด้วย


---


### 3. เรื่องแปลกของงบปี 2568: ยอดขายลด แต่... กำไรเพิ่ม!


นี่คือจุดที่ผมชอบมากครับ มาดูผลประกอบการปี 2568 ของเขากัน:


* **รายได้รวม:** 27,793 ล้านบาท (ลดลง 9.20% YoY)

* **กำไรสุทธิ:** 2,189 ล้านบาท (**เพิ่มขึ้น 4.10% YoY**)


อ้าว! ยอดขายลดลงแต่ทำไมกำไรเพิ่มขึ้นล่ะ? คำตอบคือ **"ส่วนต่างกำไรขั้นต้น (Crush Margin)" มันกว้างขึ้นครับ** ปี 2568 ต้นทุนเมล็ดถั่วเหลืองดิบในตลาดโลกมันปรับตัวลดลงเร็วมาก เนื่องจากอุปทาน (Supply) ทั่วโลกโดยเฉพาะบราซิลผลผลิตล้นตลาด สต็อกโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พอต้นทุนลดลงเร็วกว่าราคาขาย ผลลัพธ์คืออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัทพุ่งจาก 10.71% ในปี 67 ขึ้นมาเป็น 12.92% ในปี 68 นั่นเอง


แถมฐานะทางการเงินก็บึกบึนสุดๆ มีหนี้สินต่ำมาก อัตราส่วน D/E Ratio อยู่ที่ 0.22 เท่า เท่านั้นเอง ปลอดภัยหายห่วงครับ


---


### 4. ความเสี่ยงที่ต้องระวัง: สุญญากาศกฎหมาย และ เงินบาทผันผวน


แต่ขึ้นชื่อว่าหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ มันไม่ได้มีแต่ด้านสวยงามครับ สิ่งที่ต้องระวังเลยคือ:


* **ความท้าทายเรื่องวัตถุดิบ:** ประเทศไทยปลูกถั่วเหลืองได้เองน้อยมาก (แค่ปีละ 2-3 หมื่นตัน) TVO เลยต้องนำเข้าเกือบ 100% จากบราซิล (80-85%) และอเมริกา (15-20%) ต้นทุนทั้งหมดจึงผูกกับราคาตลาดโลก (CBOT) ค่าระวางเรือ และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งปี 68 ที่ผ่านมาเขาก็ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนและอนุพันธ์ไปประมาณ 116 ล้านบาทเพราะเงินบาทแข็งค่าและผันผวน

* **ประเด็นร้อนต้นปี 2569:** มีเรื่องระทึกขวัญเกิดขึ้นตอนมกราคม 2569 ครับ คือโควตานำเข้าถั่วเหลืองตามกรอบ WTO ฉบับเดิมหมดอายุวันที่ 31 ธันวาคม 2568 แต่ดันมีการ "ยุบสภา" ทำให้ ครม. รักษาการไม่มีอำนาจอนุมัติกรอบนำเข้าใหม่ เกิดภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย สินค้าติดค้างที่ท่าเรือเกาะสีชัง ทำเอาผู้ประกอบการโดนค่าปรับเรือเสียเวลา (Demurrage) กันวันละเป็นล้านบาทเลย ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานอาจจะกระทบไปถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ได้ เป็นประเด็นที่ต้องตามดูอย่างใกล้ชิดครับ

* **ความเสี่ยงไซเบอร์:** ตอนนี้ TVO เขามองว่าภัยไซเบอร์ (เช่น มัลแวร์เรียกค่าไถ่) เป็นเรื่องใหญ่ระดับ "สูงมาก" เลยต้องจ้าง Out-source เก่งๆ มาวางระบบและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง


---


### 5. โครงสร้างผู้ถือหุ้น และความเป็น "หมาปั้นเงินปันผล" (Dividend Cow)


ในส่วนของโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักๆ ก็ยังเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งดั้งเดิมคือตระกูล **"วิทยฐานกรณ์"** ควบคู่ไปกับกองทุนต่างๆ เรื่องธรรมภิบาล (ESG) ถือว่าดีเยี่ยม ได้คะแนน CGR ระดับ 5 ดาวต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แล้ว งบการเงินก็โปร่งใสตรวจสอบโดย EY


และสำหรับพวกเราสายลงทุน ข้อมูลนี้สำคัญสุดครับ! TVO มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 60% ของกำไรสุทธิ ด้วยความที่หนี้ต่ำ กระแสเงินสดแน่น ทำให้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา **ให้ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยสูงถึง 6.5% – 7.7% ต่อปี** (ล่าสุดปี 2568 จ่ายปันผลรอบแรกชิ้นโต 1.17 บาท Yield พุ่งไป 7.73%) จัดว่าเป็นหุ้นปันผลเด่นที่น่าสนใจมากๆ


---


### บทสรุปเชิงกลยุทธ์: อนาคตของ TVO จะไปทางไหน?


ภาพรวมคือ TVO แข็งแกร่งมากในตลาดเดิม การันตีด้วยโรงงานใหม่กำลังผลิต 7,000 ตัน/วัน แต่เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาถั่วเหลืองโลกที่ผันผวน ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 คณะกรรมการบริษัทเพิ่งอนุมัติตั้งบริษัทย่อยใหม่ชื่อ **"บริษัท ทีวีโอ โฮลดิ้ง จำกัด"** ครับ


การตั้ง Holding Company นี้ ถือเป็นหมากตากระโดดที่น่าจับตา เพราะเขาจะใช้เป็นหัวหอกในการไปลงทุนใน **"นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food)" และเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร** เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High-value Added) ที่ไม่ต้องไปอิงกับราคาถั่วเหลืองโลกในอนาคต


สรุปสั้นๆ ในมุมมองของผมนะ ระยะสั้น TVO อาจจะต้องเหนื่อยกับการบริหารจัดการเรื่องคลังสินค้าและเคลียร์ปัญหาโควตานำเข้าจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองช่วงต้นปี 2569 นี้หน่อย แต่ถ้าผ่านช่วงผันผวนนี้ไปได้ ด้วยโครงสร้างต้นทุนที่ได้เปรียบ บวกกับวิสัยทัศน์ใหม่อย่างธุรกิจโฮลดิ้ง TVO ก็ยังคงเป็นหุ้นคุณค่า (Value Stock) ที่ปลอดภัย มีปันผลสูงและสม่ำเสมอให้เราได้ชื่นใจครับ


เพื่อนๆ คิดเห็นยังไงกับหุ้น TVO บ้าง? ใครมีติดพอร์ตอยู่หรือเล็งๆ ไว้ มาคอมเมนต์คุยกันได้นะครับ!

TU จากธุรกิจครอบครัว สู่มหาอำนาจอาหารทะเลระดับโลก

 



## 📌 จากธุรกิจครอบครัว สู่มหาอำนาจอาหารทะเลระดับโลก


รู้ไหมว่า TU เขาอยู่คู่บ้านเรามาตั้งแต่ปี 2520 โดยสองผู้ก่อตั้งคือคุณไกรสร จันศิริ และคุณเชง นิรุตตินานนท์ ในช่วง 20 ปีแรกเขาก็ขยายธุรกิจด้วยเงินก้อนของครอบครัวกับกู้แบงก์ในประเทศนี่แหละ จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนปี 2537 ที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และปี 2540 ที่ตัดสินใจบินไปซื้อแบรนด์ระดับโลกอย่าง *Chicken of the Sea* ในอเมริกา นั่นแหละคือจุดที่ทำให้เขากลายร่างจากโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) มาเป็นเจ้าของแบรนด์อินเตอร์แบบเต็มตัว


พอโตระดับโลก โครงสร้างผู้ถือหุ้นก็เปลี่ยนไปเยอะ ปัจจุบันกลายเป็นภาพของสถาบันการเงินระดับโลกเข้ามาร่วมถือหุ้นเพียบ ลองดูรายชื่อผู้ถือหุ้น 10 อันดับแรก ณ ครึ่งแรกของปี 2569 นี้สิครับ จะเห็นว่ามีความเป็นสากลและโปร่งใสขึ้นมาก


**โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ TU (อัปเดตครึ่งแรกปี 2569)**


* บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (หุ้นซื้อคืน): 9.40%

* บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR): 8.66%

* คุณธีรพงศ์ จันศิริ: 5.74%

* MITSUBISHI UFJ MORGAN STANLEY SECURITIES: 5.61%

* คุณเชง นิรุตตินานนท์: 4.71%

* BNP PARIBAS SINGAPORE BRANCH: 3.39%

* สำนักงานประกันสังคม: 3.39%

* คุณไกรสร จันศิริ: 2.93%

* SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES: 2.53%

* กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง: 2.08%


เรื่องการบริหารก็น่าสนใจนะ หลังจากมีประเด็นเรื่องการใช้ข้อมูลภายในเมื่อปี 2565 ทางกลุ่มก็ปรับธรรมาภิบาลขนานใหญ่ โดยคุณไกรสรได้ก้าวลงจากตำแหน่ง และตั้ง "คุณกีรติ อัสสกุล" ขึ้นเป็นประธานกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระแทน เพื่อดึงความเชื่อมั่นจากกองทุนต่างชาติ ส่วน "คุณธีรพงศ์ จันศิริ" ก็นั่งเก้าอี้ CEO คอยเชื่อมโยงระหว่างครอบครัวผู้ก่อตั้งกับการบริหารแบบมืออาชีพ


> **เกร็ดน่ารู้จากฝั่งครอบครัว:** หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อคุณเดชพล จันศิริ ที่ไปซื้อสโมสรฟุตบอลเชฟฟิลด์เวนส์เดย์ในอังกฤษตั้งแต่ปี 2558 แล้วช่วงปี 2568 ทีมประสบปัญหาการเงินจนต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมทางศาล (Administration) ตรงนี้ต้องแยกแยะนะเพื่อนๆ เพราะเป็นการลงทุนส่วนตัวของครอบครัว ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะทางการเงินหรือการดำเนินงานของ TU เลยสบายใจได้!


---


## 💔 ถอดบทเรียน Red Lobster: เจ็บแต่จบ เพื่ออนาคตที่ปังกว่า


สตอรี่ที่พีคที่สุดของ TU ในช่วงที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นเรื่อง **Red Lobster** ร้านอาหารทะเลชื่อดังในอเมริกาที่ TU เข้าไปลงทุนตั้งแต่ปี 2559 และจับมือพันธมิตรซื้อกิจการมาช่วงโควิดปี 2563


แต่กลายเป็นว่าธุรกิจนี้ดันเจอวิกฤตหนัก ทั้งค่าเช่า ค่าวินมอเตอร์ไซค์ เอ้ย! ค่าแรงในอเมริกาที่พุ่งกระฉูด แถมยังตกม้าตายกับแคมเปญบุฟเฟต์กุ้ง *"Ultimate Endless Shrimp"* ในราคา $20 ที่ดึงลูกค้าได้ดีเกินคาดจนร้านขาดทุนย่อยยับ! เฉพาะปี 2566 ปีเดียว Red Lobster ทำ TU ขาดทุนไปกว่า 22 ล้านดอลลาร์


สุดท้ายผู้บริหารเลยตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ตัดเนื้อร้ายทิ้ง! ยอมลงรายการด้อยค่าทางบัญชี (ซึ่งไม่ใช่เงินสด) ครั้งเดียวเน้นๆ ไป 530 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 เพื่อล้างภาระหนี้สินผูกพันทั้งหมด ทำให้ Red Lobster เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ (Chapter 11) ในเดือนพฤษภาคม 2567 และปิดไปกว่า 100 สาขา ก่อนจะเปลี่ยนมือไปอยู่กับกลุ่มเจ้าหนี้ Fortress Investment Group ในช่วงปลายปี 2567


**พอตัด Red Lobster ออกไปแล้ว ผลลัพธ์เป็นยังไง? ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาเลยครับ:**


1. **กำไรขั้นต้นพุ่งกระฉูด:** พอไม่ต้องไปแบกผลขาดทุน อัตรากำไรขั้นต้นรวมของกลุ่มฟื้นกลับมาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18.9% ในปี 2568

2. **โฟกัสถูกจุด:** เอาเงินทุนและสมองไปลุยสินค้าพรีเมียมที่ถนัดและกำไรสูง (>25%) อย่างอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมและสารสกัดชีวภาพดีกว่า

3. **งบการเงินสวยขึ้น:** อัตราส่วนหนี้สินลดลง กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวก ตลาดทุนเลิกกังวล


---


## 📈 ส่องงบการเงินและโครงสร้างรายได้เชิงลึก


มาดูตัวเลขกันหน่อย พอปรับพอร์ตเลิกเน้นขายของแช่แข็งมาร์จิ้นต่ำบวกกับเจอเงินบาทแข็งค่า ยอดขายปี 2568 เลยดูลดลงนิดหน่อยมาอยู่ที่ 132,719 ล้านบาท แต่เฮ้ย! กำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษพุ่งไปถึง 5,508 ล้านบาท สะท้อนว่าธุรกิจหลักโคตรแข็งแกร่ง


ลองมาดูตารางเปรียบเทียบงบ 3 ปี (2566 - 2568) กันชัดๆ ครับ


| บัญชีทางการเงินและสถิติสำคัญ | งบปี 2566 | งบปี 2567 | งบปี 2568 |

| --- | --- | --- | --- |

| ยอดขายสะสมรวม (ล้านบาท) | 136,153 | 138,401 | 132,719 |

| กำไรขั้นต้นรวม (ล้านบาท) | 23,282 | 25,604 | 25,084 |

| อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย (%) | 17.10% | 18.50% | **18.90%** |

| กำไรสุทธิรายงาน (ล้านบาท) | (17,203) | 4,985 | 4,609 |

| กำไรสุทธิหลังปรับปรุง (ล้านบาท) | 4,499 | 5,500 | **5,508** |

| อัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน (เท่า) | 1.1x | 1.0x | 1.1x |


ทีนี้ถ้าเจาะดูรายผลิตภัณฑ์ (Product Mix) จะเห็นเลยว่าตัวทำเงินหลักยุคนี้คือใคร


* **อาหารทะเลกระป๋อง (Ambient):** ยอดขาย 64,278 ล้านบาท (สัดส่วน 48.4%) | กำไรขั้นต้น 19.8% -> *นี่คือทัพหน้าหาเงินสด*

* **อาหารทะเลแช่เย็น/แช่แข็ง (Frozen):** ยอดขาย 41,149 ล้านบาท (สัดส่วน 31.0%) | กำไรขั้นต้น 13.2%

* **อาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare):** ยอดขาย 17,876 ล้านบาท (สัดส่วน 13.5%) | **กำไรขั้นต้นสูงถึง 25.6%!** -> *นี่คือพระเอกตัวจริงที่ขับเคลื่อนกำไร*

* **สินค้ามูลค่าเพิ่มอื่นๆ:** ยอดขาย 9,415 ล้านบาท (สัดส่วน 7.1%) | กำไรขั้นต้น 25.4%


ส่วนตลาดหลักของเขาก็ยังคงเป็น **อเมริกาเหนือ (39.9%)** และ **ยุโรป (30.3%)** ครับ โดยเฉพาะตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงนี่โตในอเมริกาและยุโรปแบบฉุดไม่อยู่จริงๆ ล่าสุดงบไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดขาย PetCare โตกระโดดไปอีก 22.6% สวนกระแสความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและเรื่องภาษีนำเข้าได้สบายๆ


---


## 🚀 Strategy 2030: นวัตกรรมและแผนลับลดต้นทุน


เป้าหมายใหญ่ของ TU คือการพาองค์กรไปสู่ปี 2030 ด้วยยอดขาย 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเบิ้ล EBITDA ขึ้นเป็น 2 เท่า! โดยเขาเน้นไปที่งานวิจัยผ่านศูนย์นวัตกรรมระดับโลก (GIC) ในไทย และศูนย์ใหม่ที่เนเธอร์แลนด์ รวมถึงโครงการ SPACE-F แผนงานหลักๆ ช่วงนี้มีอะไรบ้าง? มาดูกัน:


* **ลุยสินค้าอนาคต:** ทำโรงงานสกัดโปรตีนปลา ไฮโดรไลเซต, คอลลาเจนเกรดการแพทย์แบรนด์ *ThalaCol* และ *Jellagen* แถมยังจับมือกับ Algama ทำโปรตีนทางเลือกจากสาหร่ายด้วย

* **Project Sonar:** แผนปฏิรูปโรงงานทั่วโลก นำระบบกึ่งอัตโนมัติและดิจิทัลมาใช้ ตั้งเป้าประหยัดต้นทุนให้ได้ปีละ 75 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเงินที่เซฟได้ 40% จะเอาไปวิจัยสินค้ามาร์จิ้นสูงตัวใหม่ต่อ

* **Project Tailwind:** แผนเร่งโตให้บริษัทลูกอย่าง ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) อัดระบบอัตโนมัติเพิ่มกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมขึ้น 15% มุ่งสู่เป้า 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2030

* **ขยายทัพ TFM:** บริษัทลูกที่ทำอาหารสัตว์น้ำ (TU ถือหุ้น 51%) ควักงบ 680 ล้านบาท ไปสร้างโรงงานที่เอกวาดอร์ ลุยตลาดอาหารกุ้งมูลค่าสูงเพื่อแก้เกมต้นทุนปลาป่นที่แพงขึ้น 30%


---


## 🌱 SeaChange 2030: เทรนด์รักษ์โลกที่ไม่ใช่แค่ผักชีโรยหน้า


เดี๋ยวนี้คู่ค้าระดับโลกในยุโรปและอเมริกาเขาซีเรียสเรื่องความยั่งยืนมาก TU เลยจัดเต็มกับพันธกิจ **SeaChange 2030** ซึ่งเจ๋งตรงที่เขาเอาเรื่องนี้ไปผูกกับโครงสร้างเงินกู้เลยจ้า! ตอนนี้เงินกู้ของกลุ่มกว่า 75% เป็นแบบเชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Finance) และเป้าหมายคือ 100% ในปี 2573 จนได้คะแนน CDP ระดับ A-


นอกจากนี้เขายังลดก๊าซเรือนกระจกไปแล้ว 21%, ใช้ระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Universal Fishery IDs) และติดกล้องบนเรือประมงทูน่าสูงถึง 97% แถมยังจับมือกับสหพันธ์แรงงานระดับโลกคุ้มครองแรงงานต่างด้าวด้วย การทำแบบนี้ทำให้คู่ค้ารายใหญ่ปฏิเสธ TU ไม่ลง และทำให้บริษัทไม่ต้องลงไปแข่งสงครามราคากับใคร


---


## 💰 มุมมองนักวิเคราะห์ & ทิศทางในตลาดทุน (ปี 2569)


มาถึงพาร์ทที่สายลงทุนรอคอย... ตอนนี้ (ช่วงกลางปี 2569) ราคาหุ้น TU วิ่งอยู่แถวๆ **11.30 - 11.50 บาท** มูลค่าตลาดราว 4.8 หมื่นล้านบาท ถ้าดูในเชิงมูลค่า (Valuation) บอกเลยว่าน่าสนใจมาก เพราะราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV แค่ 0.94 เท่า) พีอีต่ำสิบ (P/E 9.26 เท่า) และที่เด็ดสุดคือ **ปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 6.19%** กองทุนใหญ่อย่างวายุภักษ์ยังต้องโดดเข้ามาถือหุ้นเลยคิดดู!


พอไปส่องสมาคมนักวิเคราะห์ (IAA Consensus) ส่วนใหญ่ประสานเสียงเชียร์ **"ซื้อ"** โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ **13.64 บาท** ครับ มาดูแต่ละค่ายกัน:


* **บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX):** แนะนำ Outperform | เป้าหมาย 15.50 บาท

* **บล. พาย (PI):** แนะนำ Buy | เป้าหมาย 15.00 บาท

* **บล. กรุงศรี (KSS):** แนะนำ Buy | เป้าหมาย 14.20 บาท

* **บล. ทิสโก้ (TISCO):** แนะนำ Hold | เป้าหมาย 14.00 บาท

* **บล. กรุงไทย เอ็กซ์สปริง (KTX):** แนะนำ Outperform | เป้าหมาย 13.60 บาท

* **บล. เมย์แบงก์ (MST):** แนะนำ Hold | เป้าหมาย 11.50 บาท


**แถมท้ายด้วย 2 ปัจจัยบวก (Upside) ที่ซ่อนอยู่ครึ่งปีหลัง:**


1. **ได้เงินคืนภาษีนำเข้าจากอเมริกา (US Import Tariff Refund):** จากเดิมที่โดนเก็บภาษี 19% ตอนนี้ยื่นปรับลดเหลือ 10% สำเร็จ นอกจากจะขายของได้ง่ายขึ้นแล้ว ลุ้นรับทรัพย์บันทึกรายได้พิเศษย้อนหลังในไตรมาส 2 นี้ด้วยนะ

2. **ดอกผลจาก Project Sonar:** การประหยัดต้นทุนแบบเป็นระบบจะเริ่มโชว์ผลงานชัดเจนในครึ่งปีหลัง ดันให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมไปแตะเป้า 19 - 20% ได้ไม่ยาก

---


## 📝 สรุปให้ฟังเน้นๆ


ถ้าให้สรุปสั้นๆ คือ **TU ได้ผ่านจุดต่ำสุดและท้าทายที่สุดไปแล้ว** หลังจากการตัดใจสลัดรักจาก Red Lobster ตัวเลขทางการเงินในปัจจุบันฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง อัตรากำไรทำนิวไฮ พอร์ตสินค้าปรับไปสู่อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมที่มีมาร์จิ้นสูง แถมยังมีสตอรี่เรื่องความยั่งยืนคอยคุ้มกันความเสี่ยงคู่ค้าปฎิเสธซื้อสินค้าอีกด้วย


แม้ตอนนี้ตลาดจะยังมีกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์หรือต้นทุนวัตถุดิบบ้าง จนทำให้ราคาหุ้นยังดูต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น แต่ด้วยปันผลระดับ 6% กว่าๆ และโครงสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนไปในเชิงคุณภาพแล้ว TU ถือเป็นหนึ่งในหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่น่าสนใจมากสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนครับ!