MTC: จากราชาเงินกู้รากหญ้า สู่เสือปืนไวสายเทค! น่าซื้อเก็บเข้าพอร์ตไหม?
หวัดดีครับเพื่อนๆ สายลงทุนทุกคน! วันนี้ผมมีหุ้นเด่นในกลุ่ม "ไมโครไฟแนนซ์" หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าหุ้นเงินกู้รากหญ้ามาเล่าให้ฟัง ตัวนี้เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักครับ นั่นคือ MTC หรือ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) นั่นเอง
พอดีผมเพิ่งไปนั่งเจาะลึกงบการเงินและแผนธุรกิจ 3 ปีของเขามา บอกเลยว่ามีประเด็นน่าสนใจเพียบ! ใครที่กำลังมองหาหุ้นเติบโตดีๆ แถมการเงินแกร่งๆ มาล้อมวงฟังทางนี้เลยครับ ผมจะย่อยให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุดเอง!
1. รู้จักโมเดลธุรกิจของ MTC: เขาหากินกับอะไรบ้าง?
ถ้าพูดถึง MTC ภาพจำของทุกคนคือ "สินเชื่อทะเบียนรถ" ใช่ไหมครับ? ซึ่งอันนั้นถูกเลย เพราะมันคือเส้นเลือดใหญ่ของเขา รถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถกระบะ รถเกษตร มาหมด แต่รู้ไหมว่าตอนนี้เขาแตกไลน์ลูกๆ ออกมาครอบคลุมสุดๆ โดยมี 3 บริษัทย่อยคอยซัพพอร์ต:
MTLI: ทำธุรกิจนายหน้าประกันภัย (พ.ร.บ. ประกันอุบัติเหตุ) ขายพ่วงไปกับสินเชื่อ
เมืองไทย ลิสซิ่ง: เน้นปล่อยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ป้ายแดง
เมืองไทย เพย์ เลเทอร์: สายช็อปต้องชอบ ปล่อยสินเชื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเกษตร
นอกจากนี้เขายังมีพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง JICA จากญี่ปุ่น และธนาคาร SMBC มาร่วมแจมด้วย ทำให้ภาพลักษณ์และธรรมาภิบาลของเขาดูอินเตอร์ขึ้นเยอะเลยครับ
ลองมาดูตารางสรุปผลิตภัณฑ์และดอกเบี้ยของเขาหน่อย จะได้เห็นภาพชัดขึ้น:
| ประเภทสินเชื่อ | หลักประกัน | ดอกเบี้ยตามกฎหมาย (ต่อปี) | ไฮไลต์ที่ต้องรู้ |
| ทะเบียนรถ | มอเตอร์ไซค์ / รถยนต์ / รถเกษตร | ไม่เกิน 24% | แกนหลักของบริษัท ความเสี่ยงต่ำเพราะมีรถค้ำ |
| โฉนดที่ดิน | โดนดที่ดินตัวจริง | ไม่เกิน 15% | ปล่อยตามราคาประเมิน |
| ส่วนบุคคล | ไม่มีหลักประกัน | ไม่เกิน 25% | ปล่อยเฉพาะลูกค้าเก่า ประวัติผ่อนดีเยี่ยมเท่านั้น |
| นาโนไฟแนนซ์ | ไม่มีหลักประกัน (เพื่ออาชีพ) | ไม่เกิน 33% | เน้นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย |
มุมมองของผม: จุดที่ผมชอบมากๆ คือ วิธีการคุมความเสี่ยงของเขาครับ สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันอย่าง 'ส่วนบุคคล' หรือ 'นาโนไฟแนนซ์' ที่ดอกเบี้ยสูงๆ เนี่ย เขาจะไม่ปล่อยให้คนนอกเลยนะพี่! เขาจะเลือกเฉพาะลูกค้าเก่าที่มีประวัติในบ้านตัวเอง (Internal Track Record) ว่าผ่อนดีจริง สกอร์สวยจริง ถึงจะปล่อยให้ วิธีนี้ทำให้คุมหนี้เสียได้อยู่หมัดเลยล่ะ
2. ส่องงบการเงินล่าสุด: กำไร New High ตัวเลขโตจนน่าอิจฉา!
มาดูเรื่องตัวเลขกันบ้างครับเพื่อนๆ ตรงนี้แหละที่สะท้อนว่าผู้บริหารเขาเก่งจริงไหม ตลอดปี 2565 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2566 นี้ บอกเลยว่าพอร์ตโตขึ้นเรื่อยๆ แบบทำลายสถิติตัวเองเป็นว่าเล่นเลย
ปี 2565 ที่ผ่านมา: พอร์ตสินเชื่อโตทะลุ 183,222 ล้านบาท ฟันรายได้รวมไป 30,739 ล้านบาท และกวาดกำไรสุทธิไปเนื้อๆ 6,723 ล้านบาท (โตขึ้นตั้ง 14.59%) ล่าสุดประกาศจ่ายปันผล 0.29 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD ไปเมื่อปลายเมษายนที่ผ่านมานี้เอง
พีคสุดคือ ไตรมาส 1/2566 (ล่าสุด): รายได้ซัดไป 7,937 ล้านบาท และทำ กำไรสุทธิ New High ประวัติศาสตร์ที่ 1,823 ล้านบาท! (โตขึ้น 16.03% YoY)
แล้วเรื่องหนี้เสีย (NPL) ที่หลายคนกลัวล่ะ? MTC คุมอยู่แค่ 2.57% เท่านั้น ถือว่าต่ำมาก แถมมีเงินสำรองหนี้เสีย (Coverage Ratio) สูงถึง 143.86% ส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 3.35 เท่า (ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เจ้าหนี้กำหนดไว้ที่ 7.0 เท่าแบบสบายๆ) แปลว่าสถานะทางการเงินปลอดภัยหายห่วงครับ
3. แผน 3 ปี "JUMP+" : เลิกบ้าเปิดสาขา หันมาพึ่ง AI คุมต้นทุน
ตรงนี้คือ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ของ MTC เลยครับ ที่ผ่านมาเราจะเห็น MTC เปิดสาขาเปิดป้ายส้มๆ ดักทุกหัวมุมถนนใช่ไหมครับ? เฉลี่ยเปิดปีละ 570-600 สาขาเลยทีเดียว
แต่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569-2571) ยุคของ คุณปริทัศน์ เพชรอำไพ แบรนด์เปลี่ยนเกมแล้วครับ!
เกมใหม่คือ "ชะลอการเปิดสาขา" ปีนี้จะเปิดเหลือแค่ 300-400 สาขาพอ เพราะเขามองว่าสาขาตอนนี้ (ประมาณ 8,600 กว่าแห่ง) มันคลุมพื้นที่ทำมาหากินหมดแล้ว หลังจากนี้จะเน้น "เพิ่มประสิทธิภาพต่อสาขา" (Asset Productivity) และเอาเงินไปลงทุนกับ AI แทน!
เขาจะใช้ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ปรับกระบวนการทำงานให้เป็นไร้กระดาษ (Paperless) และติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาเพื่อลดค่าไฟ แถมยังตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกมุ่งสู่ Net Zero อีกด้วย ล้ำไปอีก!
แถมทีเด็ดเรื่องต้นทุนการเงิน: MTC เพิ่งได้อันดับเครดิตเรตติ้งระดับ A- จาก Fitch Ratings เขามีแผนจะรีไฟแนนซ์หนี้เดิม 40,000 ล้านบาท มาเป็นหุ้นกู้ชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วย ลดดอกเบี้ยจ่ายลงได้ประมาณ 1% (100 bps) เหลือต้นทุนเฉลี่ยที่ 4.45% เท่านั้น! ตรงนี้จะทำให้มาร์จิ้นหรือกำไรเนื้อๆ ของบริษัทหนาขึ้นชัดเจนครับ
4. ชนแชมป์: MTC vs SAWAD vs TIDLOR ใครเจ๋งกว่ากัน?
ถ้าจะลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ ไม่เทียบกับคู่แข่งก็คงไม่ได้ใช่ไหมครับ? ผมสรุปมวยคู่เอก 3 รายใหญ่ของไทยในไตรมาส 1/2566 มาให้ดูหมัดต่อหมัดเลย:
MTC (เมืองไทย แคปปิตอล): พี่เบิ้มสุดในใจกลางรากหญ้า สินทรัพย์เฉียด 2 แสนล้าน พอร์ตสินเชื่อใหญ่ที่สุดใน 3 เจ้า โดดเด่นเรื่องการทำ Economy of Scale พอร์ตเน้นมอเตอร์ไซค์ที่ให้ผลตอบแทน (Yield) สูง และคุม NPL ได้ดีเยี่ยมที่ 2.57%
SAWAD (ศรีสวัสดิ์): รายนี้เขาจะกระจายความเสี่ยงไปทางสินเชื่อที่ดินเยอะ (ประมาณ 31%) และเช่าซื้อรถยนต์ เพื่อลดปัญหาเรื่องมูลค่ารถเสื่อมเร็ว ดอกเบี้ยรับเฉลี่ยจะอยู่ที่ 18-19% แต่ช่วงนี้ NPL แอบสูงกว่าเพื่อน อยู่ที่ 3.79%
TIDLOR (เงินติดล้อ): รายนี้เขาอินดี้ เน้นจับกลุ่มรถ 4 ล้อใหญ่และรถบรรทุก ทำให้หนี้เสีย (NPL) ต่ำที่สุดในกลุ่ม แค่ 1.47% เท่านั้น และเขาไม่ได้เน้นเปิดสาขาเยอะๆ แต่ไปเน้นทำแพลตฟอร์ม "นายหน้าประกันภัย" จนกลายเป็นรายได้หลักที่เติบโตโหดมากๆ
สรุปในมุมนักวิเคราะห์: โบรกเกอร์ดังๆ อย่าง ฟินันเซีย ไซรัส หรือ บล.พาย ต่างก็โหวตให้ MTC มีความโดดเด่นที่สุดในแง่ของ "แนวโน้มการฟื้นตัวของพอร์ต" และ "ประสิทธิภาพการเก็บหนี้" ครับ คุณภาพพอร์ตเขาตึงตัวน้อยกว่าในระยะยาว
5. สรุปมุมมองการลงทุน: น่าสอยเข้าพอร์ตไหม?
สำหรับเพื่อนๆ ที่เล็งหุ้นตัวนี้อยู่ ผมสรุปประเด็นหลักๆ ให้ 3 ข้อครับ:
กำไรโตสม่ำเสมอ: คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิเฉลี่ยสะสม (CAGR) ของ MTC จะโตได้แถวๆ 12 - 16% ยิงยาวไปจนถึงปี 2571 ซึ่งถือว่าโตสม่ำเสมอและมั่นคงที่สุดในกลุ่มไมโครไฟแนนซ์บ้านเราแล้ว
ต้นทุนลด กำไรเพิ่ม: การใช้ AI คุมค่าใช้จ่ายบวกกับการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำลง จะดันให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ดีขึ้นอีกเพียบ
ราคาเป้าหมาย: ตอนนี้สถาบันการเงินส่วนใหญ่ประเมินราคาพื้นฐานของ MTC ไว้ที่ประมาณ 44.00 - 48.00 บาท ถือว่า P/E ตอนนี้อยู่ในระดับที่น่าสนใจมากๆ สำหรับหุ้นผู้นำตลาดแบบนี้
ภาพรวมคือ MTC เป็นหุ้นที่ผ่านช่วงขยายสาขาอย่างบ้าคลั่งมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วง "เก็บเกี่ยวกำไร" โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยรีดประสิทธิภาพ ใครชอบหุ้นแนวแกร่ง ชัวร์ หนี้เสียต่ำ และยังมี Growth ในอนาคต MTC คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลยครับ!