สวัสดีครับเพื่อนๆ สายลงทุนทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องราวเจาะลึกของหุ้นพื้นฐานดีตัวหนึ่งมาเล่าให้ฟังครับ พอดีเพิ่งได้ไปนั่งแกะงบและวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจของ **บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น UVAN** บอกเลยว่าน่าสนใจมาก สำหรับใครที่ชอบหุ้นปันผลสูงและมีการปรับตัวทางกลยุทธ์ที่น่าจับตา ลองมาฟังกันดูครับ
---
## 1. รู้จัก UVAN: ยักษ์ใหญ่สวนปาล์มแห่งกระบี่
ถ้าพูดถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป UVAN ถือเป็นพี่ใหญ่ระดับบุกเบิกของบ้านเราเลยครับ เขาอยู่มาตั้งแต่ปี 2511 และเข้าตลาดหุ้นมาตั้งแต่ปี 2546 (ตอนนั้นราคา IPO 31 บาท พาร์ 5 บาท ก่อนจะแตกพาร์เหลือ 0.50 บาทในปัจจุบัน) ตอนนี้บริหารงานโดยคุณแฮรี่ บร็อค และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นทำเลทองของสวนปาล์มในไทยเลย
ลองมาดู **ขุมกำลังการผลิต** ของเขากันครับ:
* **พื้นที่สวนปาล์ม:** มีมากถึง 37,008 ไร่
* **โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ (CPO):** 5 แห่ง
* **โรงงานสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบ:** 2 แห่ง (กำลังการผลิตรวม 240 ตันปาล์มต่อชั่วโมง)
* **ธุรกิจต้นน้ำ-พลังงานทางเลือก:** นอกเหนือจากขายน้ำมันปาล์มให้โรงกลั่นทั้งในและต่างประเทศแล้ว เขายังขายเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าปาล์มให้เกษตรกรด้วย แถมยังฉลาดเอาของเสียจากกระบวนการผลิตมาทำก๊าซชีวภาพป้อนโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 2 โรง จำหน่ายไฟให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เรียกว่าใช้คุ้มทุกหยดจริงๆ
ถ้าเทียบกับคู่แข่งในตลาดอย่าง CPI (เจ้าของน้ำมันพืช "ลีลา") หรือ VPO และ UPOIC ต้องยอมรับว่า UVAN ได้เปรียบเรื่องการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) และการบริหารวงจรเงินสดที่นิ่งกว่ามากครับ
---
## 2. ส่องงบการเงิน: เงินสดล้นมือ หนี้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
จุดที่ผมชอบที่สุดของ UVAN คือ **"ฐานะทางการเงินที่สตรองสุดๆ"** ครับ จากที่ไล่ดูงบปี 2566 มาจนถึงไตรมาส 1 ปี 2569 สรุปสั้นๆ ได้เลยว่าไร้ความเสี่ยงเรื่องหนี้สิน เพราะอัตราส่วน $D/E$ Ratio ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียงแค่ 0.10 - 0.13 เท่าเท่านั้น!
ลองมาดูตัวเลขสำคัญให้เห็นภาพชัดๆ กันครับ:
| บัญชีทางการเงินที่สำคัญ (ล้านบาท) | งบปี 2566 | งบปี 2567 | งบปี 2568 | ไตรมาส 1/2569 |
| --- | --- | --- | --- | --- |
| **สินทรัพย์รวม** | 5,154.23 | 5,620.76 | 6,523.92 | 6,898.23 |
| **หนี้สินรวม** | 526.28 | 568.63 | 610.08 | 792.75 |
| **ส่วนของผู้ถือหุ้น** | 4,377.01 | 4,803.43 | 5,569.78 | 5,776.76 |
| **เงินสดและรายการเทียบเท่า** | 1,191.61 | 694.22 | 1,341.02 | 1,961.76 |
| **ลูกหนี้การค้าสุทธิ** | 636.96 | 626.26 | 445.19 | 617.22 |
| **สินค้าคงเหลือ** | 480.13 | 957.09 | 1,221.39 | *ไม่มีข้อมูล* |
> **ข้อสังเกตจากงบ:** > 1. **เงินสดโตระเบิด:** ณ ไตรมาส 1/2569 เงินสดในมือพุ่งไปแตะ 1,961.76 ล้านบาท สะสมสภาพคล่องได้เร็วมาก
> 2. **กลยุทธ์สต๊อกสินค้า:** สินค้าคงเหลือบวมขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 66 จนถึงปี 68 แตะ 1,221.39 ล้านบาท ซึ่งมองได้ว่าเขาตั้งใจกักตุนสินค้าไว้เก็งกำไรและสำรองวัตถุดิบในช่วงที่ตลาดโลกมีความผันผวนครับ
---
## 3. ทางรอดในฟิลิปปินส์ และตลาดส่งออกเมล็ดพันธุ์ที่กลับมาโต
เพื่อนๆ อาจจะสงสัยว่าทำไมต้องออกไปต่างประเทศ? คำตอบคือ ในเมืองไทย UVAN เริ่มเจอข้อจำกัดเรื่องพื้นที่สัมปทานที่ลดลงจากปัญหาสัญญาเช่าป่าไม้หมดอายุและการรุกคืบของพื้นที่ ส่งผลให้กำไรสวนปาล์มในไทยลดลงต่อเนื่องในปี 67 (-11.79%) และปี 68 (-25.80%) แถมเจอภัยแล้งเอลนีโญทำให้ยอดขายต้นกล้าลดลงไปอีก
แต่ความเจ๋งคือ **เขามีแผนสำรอง!** ยูเนิวานิชได้ไปร่วมทุนตั้งบริษัทย่อยชื่อ *"Univanich Carmen Palm Oil"* ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นเครื่องจักรผลิตกำไรตัวใหม่ (Growth Driver) เลยครับ
* ปี 2568 ส่วนแบ่งกำไรจากฟิลิปปินส์โตพุ่งถึง **180.26%** * ไตรมาส 1/2569 ส่วนแบ่งกำไรพุ่งมาอยู่ที่ 39.33 ล้านบาท (เทียบกับ 12.30 ล้านบาทในปีก่อนหน้า)
* ได้อานิสงส์จากโรงงานสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์มแห่งใหม่ที่นั่นบวกกับเปอร์เซ็นต์น้ำมัน (OER) ที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดเมล็ดพันธุ์ปาล์มในอินเดียก็ฟื้นตัวแรงมาก ดันยอดขายเมล็ดพันธุ์ไตรมาส 1/2569 ของบริษัทโตเพิ่มขึ้นถึง 90.9% เลยทีเดียว
---
## 4. ปัจจัยภาครัฐและทิศทางราคาปาล์มโลกที่ต้องจับตา
เรื่องที่ต้องระวังนิดนึงคือ มาตรการภาครัฐบ้านเราครับ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ (กกร.) สั่งห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 เพื่อคุมไม่ให้น้ำมันพืชในประเทศแพงเกินไป (เป้าหมาย 42-50 บาท/ขวด) แน่นอนว่าส่งผลลบต่อการส่งออกตรงไปอินเดียและยุโรปของ UVAN ที่อาจจะมีขั้นตอนยุ่งยากขึ้น
แต่ภาครัฐก็ช่วยอุ้มราคาในประเทศนะ โดย กบง. ขยับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 กลับมาเป็น B7 ช่วยดูดซับ CPO ในระบบได้ราวๆ 41 ล้านลิตรต่อเดือน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศยังทรงตัวได้สูงที่ 38-40 บาท/กก. และราคาผลปาล์มสดหน้าสวนยังแข็งแกร่งอยู่ที่ 8.40-9.00 บาท/กก. ครับ
ในระดับโลกก็น่าสนใจ ตลาดมาเลเซียทำนิวไฮในรอบปีกว่าที่ 4,803 ริงกิต/ตัน และอินโดนีเซียเตรียมดันมาตรการ B50 ในครึ่งปีหลังนี้ ยิ่งกระตุ้นให้ดีมานด์น้ำมันพืชและพลังงานชีวภาพโลกโตยาวๆ เลย
---
## 5. เจาะโครงสร้างผู้ถือหุ้น และบิ๊กโปรเจกต์ 5 หมื่นล้านของตระกูลวานิช
หุ้นตัวนี้ถือหุ้นกันแน่นหนาโดยกลุ่มผู้ก่อตั้งอย่าง **"ตระกูลวานิช"** ครับ นำโดยคุณอภิรักษ์ วานิช (ถือหุ้นอันดับหนึ่ง 19.06%) และคุณจันทร์ทิพย์ วานิช (อันดับสอง 11.39%) มีสัดส่วนรายย่อย (Free Float) อยู่ที่ประมาณ 45.96% และมีต่างชาติถืออยู่ราวๆ 12.95%
มีสตอรี่นอกตลาดที่น่าเล่าให้ฟังขำๆ ครับ คือตอนนี้คุณจันทร์ทิพย์ วานิช กำลังนำทัพกลุ่มบริษัทซีวี (ธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว) ลุยเมกะโปรเจกต์อสังหาฯ ชื่อ *"Synthesis Ark Phuket"* บนที่ดินสวนปาล์มและเหมืองแร่เก่ากว่า 491 ไร่ที่ภูเก็ต มูลค่าโครงการรวมกว่า 50,000 ล้านบาท! เฟสแรกจะทำโครงการ Mixed-use ชื่อ NEXUS มีทั้งออฟฟิศ โรงแรม 4 ดาว และศูนย์สุขภาพ
> **มุมมองวิสัยทัศน์:** ถึงแม้โครงการนี้จะไม่เกี่ยวกับงบของ UVAN โดยตรง (เป็นธุรกิจส่วนตัว) แต่มันทำให้เห็นวิสัยทัศน์ของกลุ่มผู้ก่อตั้งว่า พวกเขามองเห็นเพดานการเติบโตของเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมแล้ว และเริ่มขยับขยายเปลี่ยน Land Bank ในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกไปสู่อสังหาฯ ที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า
---
## 6. สรุปมุมมองหุ้น UVAN: ปันผลเด่น ราคาแข็งแกร่ง
สำหรับสายรับเงินปันผล UVAN ถือเป็นสวรรค์เลยครับ นโยบายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ โดยงบปี 2568 ที่ผ่านมาจ่ายปันผลรวมถึง 1.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็น **Dividend Yield สูงถึง 8.50% - 8.74%** ชนะค่าเฉลี่ยกลุ่มที่อยู่ราวๆ 3.80% ไปขาดลอย!
ลองมาดูตารางเปรียบเทียบมูลค่าหุ้นกันครับ:
| ตัวชี้วัดทางการเงินและสถิติตลาด | งบปี 2567 | งบปี 2568 | ปี 2569 (ณ 5 มิ.ย. 69) |
| --- | --- | --- | --- |
| **ราคาปิดต่อหุ้น (บาท)** | 9.10 | 13.00 | 14.70 |
| **Market Cap (ล้านบาท)** | 8,554.00 | 12,220.00 | 13,818.00 |
| **มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS)** | 5.05 | 5.70 | 6.15 |
| **P/E Ratio (เท่า)** | 6.30 | 7.71 | 7.51 |
| **P/BV Ratio (เท่า)** | 1.80 | 2.28 | 2.39 |
| **มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวัน (ล้านบาท)** | 3.86 | 3.10 | 14.33 |
| **การเปลี่ยนแปลงของราคา (Price Change)** | +10.98% | +42.86% | +13.08% (YTD) |
| **Dividend Yield (%)** | 8.24% | 7.69% | 8.50% |
ปัจจุบันราคาหุ้นวิ่งมาแถวๆ 14.70 บาท (P/E ประมาณ 7.5 เท่า) ซึ่งราคานี้ทะลุกรอบที่ทางโบรกเกอร์เคยประเมินไว้ในอดีต (กรุงศรีเคยให้ 12.00 บาท, เอเซีย พลัส ให้ 7.20 บาท) เพราะตลาดตอบรับกำไรปี 68 ที่ระเบิดไปกว่า 1,758.19 ล้านบาท รวมถึงความคาดหวังในโรงงานฟิลิปปินส์ไปเรียกว่าเกือบเต็มกลืนแล้ว
**ในเชิงเทคนิคัล:** ตอนนี้ราคาเคลื่อนไหวในลักษณะสะสมกำลัง (Hold to Sideway) เส้น MA5 อยู่ที่ 14.50 บาท และ MA200 อยู่ที่ 14.77 บาท ค่า RSI อยู่แถวๆ 52.49 ไม่ได้มีสัญญาณ Overbought หรือ Oversold อะไรที่ชัดเจน
**สรุปภาพรวมในมุมของผม:** UVAN เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อ **"เก็บปันผลกินเรื่อยๆ"** เพราะชนะดอกเบี้ยเงินฝากและพันธบัตรแบบสบายๆ ตัวธุรกิจในไทยอาจจะทรงๆ แต่ได้ฟิลิปปินส์มาช่วยดัน และฐานะการเงินที่ไม่มีหนี้ ทำให้กอดหุ้นตัวนี้ได้อย่างสบายใจในช่วงตลาดผันผวนครับ
เพื่อนๆ มีความเห็นยังไงกับหุ้น UVAN หรือมีตัวไหนในกลุ่มเกษตรที่เล็งกันไว้บ้าง คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยนะครับ!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น