## 📌 จากธุรกิจครอบครัว สู่มหาอำนาจอาหารทะเลระดับโลก
รู้ไหมว่า TU เขาอยู่คู่บ้านเรามาตั้งแต่ปี 2520 โดยสองผู้ก่อตั้งคือคุณไกรสร จันศิริ และคุณเชง นิรุตตินานนท์ ในช่วง 20 ปีแรกเขาก็ขยายธุรกิจด้วยเงินก้อนของครอบครัวกับกู้แบงก์ในประเทศนี่แหละ จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนปี 2537 ที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และปี 2540 ที่ตัดสินใจบินไปซื้อแบรนด์ระดับโลกอย่าง *Chicken of the Sea* ในอเมริกา นั่นแหละคือจุดที่ทำให้เขากลายร่างจากโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) มาเป็นเจ้าของแบรนด์อินเตอร์แบบเต็มตัว
พอโตระดับโลก โครงสร้างผู้ถือหุ้นก็เปลี่ยนไปเยอะ ปัจจุบันกลายเป็นภาพของสถาบันการเงินระดับโลกเข้ามาร่วมถือหุ้นเพียบ ลองดูรายชื่อผู้ถือหุ้น 10 อันดับแรก ณ ครึ่งแรกของปี 2569 นี้สิครับ จะเห็นว่ามีความเป็นสากลและโปร่งใสขึ้นมาก
**โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ TU (อัปเดตครึ่งแรกปี 2569)**
* บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (หุ้นซื้อคืน): 9.40%
* บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR): 8.66%
* คุณธีรพงศ์ จันศิริ: 5.74%
* MITSUBISHI UFJ MORGAN STANLEY SECURITIES: 5.61%
* คุณเชง นิรุตตินานนท์: 4.71%
* BNP PARIBAS SINGAPORE BRANCH: 3.39%
* สำนักงานประกันสังคม: 3.39%
* คุณไกรสร จันศิริ: 2.93%
* SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES: 2.53%
* กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง: 2.08%
เรื่องการบริหารก็น่าสนใจนะ หลังจากมีประเด็นเรื่องการใช้ข้อมูลภายในเมื่อปี 2565 ทางกลุ่มก็ปรับธรรมาภิบาลขนานใหญ่ โดยคุณไกรสรได้ก้าวลงจากตำแหน่ง และตั้ง "คุณกีรติ อัสสกุล" ขึ้นเป็นประธานกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระแทน เพื่อดึงความเชื่อมั่นจากกองทุนต่างชาติ ส่วน "คุณธีรพงศ์ จันศิริ" ก็นั่งเก้าอี้ CEO คอยเชื่อมโยงระหว่างครอบครัวผู้ก่อตั้งกับการบริหารแบบมืออาชีพ
> **เกร็ดน่ารู้จากฝั่งครอบครัว:** หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อคุณเดชพล จันศิริ ที่ไปซื้อสโมสรฟุตบอลเชฟฟิลด์เวนส์เดย์ในอังกฤษตั้งแต่ปี 2558 แล้วช่วงปี 2568 ทีมประสบปัญหาการเงินจนต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมทางศาล (Administration) ตรงนี้ต้องแยกแยะนะเพื่อนๆ เพราะเป็นการลงทุนส่วนตัวของครอบครัว ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะทางการเงินหรือการดำเนินงานของ TU เลยสบายใจได้!
---
## 💔 ถอดบทเรียน Red Lobster: เจ็บแต่จบ เพื่ออนาคตที่ปังกว่า
สตอรี่ที่พีคที่สุดของ TU ในช่วงที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นเรื่อง **Red Lobster** ร้านอาหารทะเลชื่อดังในอเมริกาที่ TU เข้าไปลงทุนตั้งแต่ปี 2559 และจับมือพันธมิตรซื้อกิจการมาช่วงโควิดปี 2563
แต่กลายเป็นว่าธุรกิจนี้ดันเจอวิกฤตหนัก ทั้งค่าเช่า ค่าวินมอเตอร์ไซค์ เอ้ย! ค่าแรงในอเมริกาที่พุ่งกระฉูด แถมยังตกม้าตายกับแคมเปญบุฟเฟต์กุ้ง *"Ultimate Endless Shrimp"* ในราคา $20 ที่ดึงลูกค้าได้ดีเกินคาดจนร้านขาดทุนย่อยยับ! เฉพาะปี 2566 ปีเดียว Red Lobster ทำ TU ขาดทุนไปกว่า 22 ล้านดอลลาร์
สุดท้ายผู้บริหารเลยตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ตัดเนื้อร้ายทิ้ง! ยอมลงรายการด้อยค่าทางบัญชี (ซึ่งไม่ใช่เงินสด) ครั้งเดียวเน้นๆ ไป 530 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 เพื่อล้างภาระหนี้สินผูกพันทั้งหมด ทำให้ Red Lobster เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ (Chapter 11) ในเดือนพฤษภาคม 2567 และปิดไปกว่า 100 สาขา ก่อนจะเปลี่ยนมือไปอยู่กับกลุ่มเจ้าหนี้ Fortress Investment Group ในช่วงปลายปี 2567
**พอตัด Red Lobster ออกไปแล้ว ผลลัพธ์เป็นยังไง? ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาเลยครับ:**
1. **กำไรขั้นต้นพุ่งกระฉูด:** พอไม่ต้องไปแบกผลขาดทุน อัตรากำไรขั้นต้นรวมของกลุ่มฟื้นกลับมาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18.9% ในปี 2568
2. **โฟกัสถูกจุด:** เอาเงินทุนและสมองไปลุยสินค้าพรีเมียมที่ถนัดและกำไรสูง (>25%) อย่างอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมและสารสกัดชีวภาพดีกว่า
3. **งบการเงินสวยขึ้น:** อัตราส่วนหนี้สินลดลง กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวก ตลาดทุนเลิกกังวล
---
## 📈 ส่องงบการเงินและโครงสร้างรายได้เชิงลึก
มาดูตัวเลขกันหน่อย พอปรับพอร์ตเลิกเน้นขายของแช่แข็งมาร์จิ้นต่ำบวกกับเจอเงินบาทแข็งค่า ยอดขายปี 2568 เลยดูลดลงนิดหน่อยมาอยู่ที่ 132,719 ล้านบาท แต่เฮ้ย! กำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษพุ่งไปถึง 5,508 ล้านบาท สะท้อนว่าธุรกิจหลักโคตรแข็งแกร่ง
ลองมาดูตารางเปรียบเทียบงบ 3 ปี (2566 - 2568) กันชัดๆ ครับ
| บัญชีทางการเงินและสถิติสำคัญ | งบปี 2566 | งบปี 2567 | งบปี 2568 |
| --- | --- | --- | --- |
| ยอดขายสะสมรวม (ล้านบาท) | 136,153 | 138,401 | 132,719 |
| กำไรขั้นต้นรวม (ล้านบาท) | 23,282 | 25,604 | 25,084 |
| อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย (%) | 17.10% | 18.50% | **18.90%** |
| กำไรสุทธิรายงาน (ล้านบาท) | (17,203) | 4,985 | 4,609 |
| กำไรสุทธิหลังปรับปรุง (ล้านบาท) | 4,499 | 5,500 | **5,508** |
| อัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน (เท่า) | 1.1x | 1.0x | 1.1x |
ทีนี้ถ้าเจาะดูรายผลิตภัณฑ์ (Product Mix) จะเห็นเลยว่าตัวทำเงินหลักยุคนี้คือใคร
* **อาหารทะเลกระป๋อง (Ambient):** ยอดขาย 64,278 ล้านบาท (สัดส่วน 48.4%) | กำไรขั้นต้น 19.8% -> *นี่คือทัพหน้าหาเงินสด*
* **อาหารทะเลแช่เย็น/แช่แข็ง (Frozen):** ยอดขาย 41,149 ล้านบาท (สัดส่วน 31.0%) | กำไรขั้นต้น 13.2%
* **อาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare):** ยอดขาย 17,876 ล้านบาท (สัดส่วน 13.5%) | **กำไรขั้นต้นสูงถึง 25.6%!** -> *นี่คือพระเอกตัวจริงที่ขับเคลื่อนกำไร*
* **สินค้ามูลค่าเพิ่มอื่นๆ:** ยอดขาย 9,415 ล้านบาท (สัดส่วน 7.1%) | กำไรขั้นต้น 25.4%
ส่วนตลาดหลักของเขาก็ยังคงเป็น **อเมริกาเหนือ (39.9%)** และ **ยุโรป (30.3%)** ครับ โดยเฉพาะตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงนี่โตในอเมริกาและยุโรปแบบฉุดไม่อยู่จริงๆ ล่าสุดงบไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดขาย PetCare โตกระโดดไปอีก 22.6% สวนกระแสความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและเรื่องภาษีนำเข้าได้สบายๆ
---
## 🚀 Strategy 2030: นวัตกรรมและแผนลับลดต้นทุน
เป้าหมายใหญ่ของ TU คือการพาองค์กรไปสู่ปี 2030 ด้วยยอดขาย 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเบิ้ล EBITDA ขึ้นเป็น 2 เท่า! โดยเขาเน้นไปที่งานวิจัยผ่านศูนย์นวัตกรรมระดับโลก (GIC) ในไทย และศูนย์ใหม่ที่เนเธอร์แลนด์ รวมถึงโครงการ SPACE-F แผนงานหลักๆ ช่วงนี้มีอะไรบ้าง? มาดูกัน:
* **ลุยสินค้าอนาคต:** ทำโรงงานสกัดโปรตีนปลา ไฮโดรไลเซต, คอลลาเจนเกรดการแพทย์แบรนด์ *ThalaCol* และ *Jellagen* แถมยังจับมือกับ Algama ทำโปรตีนทางเลือกจากสาหร่ายด้วย
* **Project Sonar:** แผนปฏิรูปโรงงานทั่วโลก นำระบบกึ่งอัตโนมัติและดิจิทัลมาใช้ ตั้งเป้าประหยัดต้นทุนให้ได้ปีละ 75 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเงินที่เซฟได้ 40% จะเอาไปวิจัยสินค้ามาร์จิ้นสูงตัวใหม่ต่อ
* **Project Tailwind:** แผนเร่งโตให้บริษัทลูกอย่าง ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) อัดระบบอัตโนมัติเพิ่มกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมขึ้น 15% มุ่งสู่เป้า 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2030
* **ขยายทัพ TFM:** บริษัทลูกที่ทำอาหารสัตว์น้ำ (TU ถือหุ้น 51%) ควักงบ 680 ล้านบาท ไปสร้างโรงงานที่เอกวาดอร์ ลุยตลาดอาหารกุ้งมูลค่าสูงเพื่อแก้เกมต้นทุนปลาป่นที่แพงขึ้น 30%
---
## 🌱 SeaChange 2030: เทรนด์รักษ์โลกที่ไม่ใช่แค่ผักชีโรยหน้า
เดี๋ยวนี้คู่ค้าระดับโลกในยุโรปและอเมริกาเขาซีเรียสเรื่องความยั่งยืนมาก TU เลยจัดเต็มกับพันธกิจ **SeaChange 2030** ซึ่งเจ๋งตรงที่เขาเอาเรื่องนี้ไปผูกกับโครงสร้างเงินกู้เลยจ้า! ตอนนี้เงินกู้ของกลุ่มกว่า 75% เป็นแบบเชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Finance) และเป้าหมายคือ 100% ในปี 2573 จนได้คะแนน CDP ระดับ A-
นอกจากนี้เขายังลดก๊าซเรือนกระจกไปแล้ว 21%, ใช้ระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Universal Fishery IDs) และติดกล้องบนเรือประมงทูน่าสูงถึง 97% แถมยังจับมือกับสหพันธ์แรงงานระดับโลกคุ้มครองแรงงานต่างด้าวด้วย การทำแบบนี้ทำให้คู่ค้ารายใหญ่ปฏิเสธ TU ไม่ลง และทำให้บริษัทไม่ต้องลงไปแข่งสงครามราคากับใคร
---
## 💰 มุมมองนักวิเคราะห์ & ทิศทางในตลาดทุน (ปี 2569)
มาถึงพาร์ทที่สายลงทุนรอคอย... ตอนนี้ (ช่วงกลางปี 2569) ราคาหุ้น TU วิ่งอยู่แถวๆ **11.30 - 11.50 บาท** มูลค่าตลาดราว 4.8 หมื่นล้านบาท ถ้าดูในเชิงมูลค่า (Valuation) บอกเลยว่าน่าสนใจมาก เพราะราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV แค่ 0.94 เท่า) พีอีต่ำสิบ (P/E 9.26 เท่า) และที่เด็ดสุดคือ **ปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 6.19%** กองทุนใหญ่อย่างวายุภักษ์ยังต้องโดดเข้ามาถือหุ้นเลยคิดดู!
พอไปส่องสมาคมนักวิเคราะห์ (IAA Consensus) ส่วนใหญ่ประสานเสียงเชียร์ **"ซื้อ"** โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ **13.64 บาท** ครับ มาดูแต่ละค่ายกัน:
* **บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX):** แนะนำ Outperform | เป้าหมาย 15.50 บาท
* **บล. พาย (PI):** แนะนำ Buy | เป้าหมาย 15.00 บาท
* **บล. กรุงศรี (KSS):** แนะนำ Buy | เป้าหมาย 14.20 บาท
* **บล. ทิสโก้ (TISCO):** แนะนำ Hold | เป้าหมาย 14.00 บาท
* **บล. กรุงไทย เอ็กซ์สปริง (KTX):** แนะนำ Outperform | เป้าหมาย 13.60 บาท
* **บล. เมย์แบงก์ (MST):** แนะนำ Hold | เป้าหมาย 11.50 บาท
**แถมท้ายด้วย 2 ปัจจัยบวก (Upside) ที่ซ่อนอยู่ครึ่งปีหลัง:**
1. **ได้เงินคืนภาษีนำเข้าจากอเมริกา (US Import Tariff Refund):** จากเดิมที่โดนเก็บภาษี 19% ตอนนี้ยื่นปรับลดเหลือ 10% สำเร็จ นอกจากจะขายของได้ง่ายขึ้นแล้ว ลุ้นรับทรัพย์บันทึกรายได้พิเศษย้อนหลังในไตรมาส 2 นี้ด้วยนะ
2. **ดอกผลจาก Project Sonar:** การประหยัดต้นทุนแบบเป็นระบบจะเริ่มโชว์ผลงานชัดเจนในครึ่งปีหลัง ดันให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมไปแตะเป้า 19 - 20% ได้ไม่ยาก
---
## 📝 สรุปให้ฟังเน้นๆ
ถ้าให้สรุปสั้นๆ คือ **TU ได้ผ่านจุดต่ำสุดและท้าทายที่สุดไปแล้ว** หลังจากการตัดใจสลัดรักจาก Red Lobster ตัวเลขทางการเงินในปัจจุบันฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง อัตรากำไรทำนิวไฮ พอร์ตสินค้าปรับไปสู่อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมที่มีมาร์จิ้นสูง แถมยังมีสตอรี่เรื่องความยั่งยืนคอยคุ้มกันความเสี่ยงคู่ค้าปฎิเสธซื้อสินค้าอีกด้วย
แม้ตอนนี้ตลาดจะยังมีกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์หรือต้นทุนวัตถุดิบบ้าง จนทำให้ราคาหุ้นยังดูต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น แต่ด้วยปันผลระดับ 6% กว่าๆ และโครงสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนไปในเชิงคุณภาพแล้ว TU ถือเป็นหนึ่งในหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่น่าสนใจมากสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนครับ!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น