วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

TVO น้ำมันพืชองุ่นที่เราคุ้นเคย แต่อ่านงบแล้วไม่ธรรมดา!

**เจาะลึกหุ้น TVO น้ำมันพืชองุ่นที่เราคุ้นเคย แต่อ่านงบแล้วไม่ธรรมดา!**





สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับหุ้นตัวหนึ่งที่พวกเราน่าจะคุ้นเคยกันดีในชีวิตประจำวันมาเล่าให้ฟัง นั่นก็คือ **TVO** หรือ **บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)** เจ้าของน้ำมันพืชตรา "องุ่น" ที่มีติดครัวแทบทุกบ้านนั่นเอง


พอดีผมเพิ่งนั่งไล่ดูบทวิเคราะห์เชิงลึกของบริษัทนี้มา บอกเลยว่าน่าสนใจมากสำหรับใครที่กำลังมองหาหุ้นปันผล หรืออยากเข้าใจโครงสร้างธุรกิจสายสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เกษตรและอาหาร วันนี้เลยอยากจะเอามาสรุปให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายๆ สไตล์เพื่อนเล่าให้ฟังครับ ลองมาดูกันว่าบริษัทอายุเก่าแก่กว่า 50 ปีตัวนี้ เขามีทีเด็ดอะไรซ่อนอยู่บ้าง


---


### 1. จากโรงกลั่นเล็กๆ สู่ "พี่ใหญ่" ที่คุมตลาดกว่าครึ่งประเทศ


รู้ไหมครับว่า TVO เขาเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 โน่นเลย เริ่มแรกทำโรงกลั่นน้ำมันรำข้าวกำลังผลิตแค่ 50 ตันต่อวันเอง จนกระทั่งขยับขยายมาทำโรงงานสกัดเมล็ดถั่วเหลือง และเข้าตลาดหุ้นในปี 2533


จุดเด่นที่สุดของ TVO คือเรื่อง **Economies of Scale** หรือการประหยัดเชิงขนาดครับ เขาขยายโรงงานมาเรื่อยๆ ทุกทศวรรษ จนล่าสุดช่วงปี 2567-2568 ที่ผ่านมา เขาเพิ่งปรับปรุงโรงงาน TVO1 เสร็จ ทำให้ตอนนี้กำลังการผลิตพุ่งไปแตะ **7,000 ตันเมล็ดถั่วเหลืองต่อวัน** แล้ว!


ถ้าเทียบกับกำลังการผลิตรวมของทั้งประเทศที่อยู่ราวๆ 13,500 ตันต่อวัน หมายความว่า **TVO รายเดียวคุมกำลังการผลิตในประเทศไปแล้วกว่า 51.85%** ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองอย่างน้ำมันพืชตรา "กุ๊ก" (กำลังผลิต 2,500 ตันต่อวัน) แบบไม่เห็นฝุ่นเลยครับ แถมเขายังมีการลงทุนทำขวดพลาสติก PET เองผ่านบริษัทลูก (PDG) เพื่อประหยัดต้นทุนบรรจุภัณฑ์อีกด้วย


---


### 2. ขายน้ำมันพืชอย่างเดียวจริงหรือเปล่า?


หลายคนเข้าใจว่า TVO รายได้หลักมาจากน้ำมันขวด แต่อันที่จริงแล้ว พอร์ตรายได้ของเขาถูกแบ่งออกเป็น 2 ขาหลักๆ ที่สมดุลกันมากครับ:


* **สายกากถั่วเหลืองและวัตถุดิบอาหารสัตว์ (พระเอกตัวจริง):** รายได้ส่วนใหญ่ **มากกว่า 56%** มาจากขานี้ครับ! ตัวหลักคือ "ทีวีโอ ไฮโพรมีล" กากถั่วเหลืองโปรตีนสูงที่ขายส่งให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์และฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีพวกถั่วเหลืองอบไขมันเต็ม (Full Fat Soy) และเลซิตินที่ใช้ทำอาหารกุ้งด้วย เรียกว่าปศุสัตว์ไทยเติบโต TVO ก็โตตามไปด้วย

* **สายน้ำมันบริโภค (แบรนด์แข็งแกร่ง):** แน่นอนคือน้ำมันถั่วเหลืองตรา "องุ่น" ที่ครองใจคนไทยครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันถั่วเหลืองสูงถึง 52-63% แต่อย่าลืมนะว่าในตลาดรวมน้ำมันพืชไทย น้ำมันปาล์มยังเป็นเจ้าตลาดเพราะถูกกว่าและเหมาะกับการทอดหนักๆ นอกจากนี้ TVO เขายังแตกไลน์ไปทำน้ำมันเพื่อสุขภาพ เช่น ทานตะวัน คาโนลา และยังได้สิทธิ์ขายน้ำมันมะกอกพรีเมียมแบรนด์ระดับโลกอย่าง "Monini" จากอิตาลีแต่เพียงผู้เดียวในไทยอีกด้วย


---


### 3. เรื่องแปลกของงบปี 2568: ยอดขายลด แต่... กำไรเพิ่ม!


นี่คือจุดที่ผมชอบมากครับ มาดูผลประกอบการปี 2568 ของเขากัน:


* **รายได้รวม:** 27,793 ล้านบาท (ลดลง 9.20% YoY)

* **กำไรสุทธิ:** 2,189 ล้านบาท (**เพิ่มขึ้น 4.10% YoY**)


อ้าว! ยอดขายลดลงแต่ทำไมกำไรเพิ่มขึ้นล่ะ? คำตอบคือ **"ส่วนต่างกำไรขั้นต้น (Crush Margin)" มันกว้างขึ้นครับ** ปี 2568 ต้นทุนเมล็ดถั่วเหลืองดิบในตลาดโลกมันปรับตัวลดลงเร็วมาก เนื่องจากอุปทาน (Supply) ทั่วโลกโดยเฉพาะบราซิลผลผลิตล้นตลาด สต็อกโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พอต้นทุนลดลงเร็วกว่าราคาขาย ผลลัพธ์คืออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัทพุ่งจาก 10.71% ในปี 67 ขึ้นมาเป็น 12.92% ในปี 68 นั่นเอง


แถมฐานะทางการเงินก็บึกบึนสุดๆ มีหนี้สินต่ำมาก อัตราส่วน D/E Ratio อยู่ที่ 0.22 เท่า เท่านั้นเอง ปลอดภัยหายห่วงครับ


---


### 4. ความเสี่ยงที่ต้องระวัง: สุญญากาศกฎหมาย และ เงินบาทผันผวน


แต่ขึ้นชื่อว่าหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ มันไม่ได้มีแต่ด้านสวยงามครับ สิ่งที่ต้องระวังเลยคือ:


* **ความท้าทายเรื่องวัตถุดิบ:** ประเทศไทยปลูกถั่วเหลืองได้เองน้อยมาก (แค่ปีละ 2-3 หมื่นตัน) TVO เลยต้องนำเข้าเกือบ 100% จากบราซิล (80-85%) และอเมริกา (15-20%) ต้นทุนทั้งหมดจึงผูกกับราคาตลาดโลก (CBOT) ค่าระวางเรือ และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งปี 68 ที่ผ่านมาเขาก็ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนและอนุพันธ์ไปประมาณ 116 ล้านบาทเพราะเงินบาทแข็งค่าและผันผวน

* **ประเด็นร้อนต้นปี 2569:** มีเรื่องระทึกขวัญเกิดขึ้นตอนมกราคม 2569 ครับ คือโควตานำเข้าถั่วเหลืองตามกรอบ WTO ฉบับเดิมหมดอายุวันที่ 31 ธันวาคม 2568 แต่ดันมีการ "ยุบสภา" ทำให้ ครม. รักษาการไม่มีอำนาจอนุมัติกรอบนำเข้าใหม่ เกิดภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย สินค้าติดค้างที่ท่าเรือเกาะสีชัง ทำเอาผู้ประกอบการโดนค่าปรับเรือเสียเวลา (Demurrage) กันวันละเป็นล้านบาทเลย ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานอาจจะกระทบไปถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ได้ เป็นประเด็นที่ต้องตามดูอย่างใกล้ชิดครับ

* **ความเสี่ยงไซเบอร์:** ตอนนี้ TVO เขามองว่าภัยไซเบอร์ (เช่น มัลแวร์เรียกค่าไถ่) เป็นเรื่องใหญ่ระดับ "สูงมาก" เลยต้องจ้าง Out-source เก่งๆ มาวางระบบและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง


---


### 5. โครงสร้างผู้ถือหุ้น และความเป็น "หมาปั้นเงินปันผล" (Dividend Cow)


ในส่วนของโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักๆ ก็ยังเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งดั้งเดิมคือตระกูล **"วิทยฐานกรณ์"** ควบคู่ไปกับกองทุนต่างๆ เรื่องธรรมภิบาล (ESG) ถือว่าดีเยี่ยม ได้คะแนน CGR ระดับ 5 ดาวต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แล้ว งบการเงินก็โปร่งใสตรวจสอบโดย EY


และสำหรับพวกเราสายลงทุน ข้อมูลนี้สำคัญสุดครับ! TVO มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 60% ของกำไรสุทธิ ด้วยความที่หนี้ต่ำ กระแสเงินสดแน่น ทำให้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา **ให้ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยสูงถึง 6.5% – 7.7% ต่อปี** (ล่าสุดปี 2568 จ่ายปันผลรอบแรกชิ้นโต 1.17 บาท Yield พุ่งไป 7.73%) จัดว่าเป็นหุ้นปันผลเด่นที่น่าสนใจมากๆ


---


### บทสรุปเชิงกลยุทธ์: อนาคตของ TVO จะไปทางไหน?


ภาพรวมคือ TVO แข็งแกร่งมากในตลาดเดิม การันตีด้วยโรงงานใหม่กำลังผลิต 7,000 ตัน/วัน แต่เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาถั่วเหลืองโลกที่ผันผวน ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 คณะกรรมการบริษัทเพิ่งอนุมัติตั้งบริษัทย่อยใหม่ชื่อ **"บริษัท ทีวีโอ โฮลดิ้ง จำกัด"** ครับ


การตั้ง Holding Company นี้ ถือเป็นหมากตากระโดดที่น่าจับตา เพราะเขาจะใช้เป็นหัวหอกในการไปลงทุนใน **"นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food)" และเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร** เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High-value Added) ที่ไม่ต้องไปอิงกับราคาถั่วเหลืองโลกในอนาคต


สรุปสั้นๆ ในมุมมองของผมนะ ระยะสั้น TVO อาจจะต้องเหนื่อยกับการบริหารจัดการเรื่องคลังสินค้าและเคลียร์ปัญหาโควตานำเข้าจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองช่วงต้นปี 2569 นี้หน่อย แต่ถ้าผ่านช่วงผันผวนนี้ไปได้ ด้วยโครงสร้างต้นทุนที่ได้เปรียบ บวกกับวิสัยทัศน์ใหม่อย่างธุรกิจโฮลดิ้ง TVO ก็ยังคงเป็นหุ้นคุณค่า (Value Stock) ที่ปลอดภัย มีปันผลสูงและสม่ำเสมอให้เราได้ชื่นใจครับ


เพื่อนๆ คิดเห็นยังไงกับหุ้น TVO บ้าง? ใครมีติดพอร์ตอยู่หรือเล็งๆ ไว้ มาคอมเมนต์คุยกันได้นะครับ!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น