📌 เล่าให้ฟัง: ถอดรหัส ‘ธนาคารกรุงเทพ’ ยักษ์ใหญ่ที่กำลังแปลงร่างในยุคดิจิทัล
ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ ว่าถ้าพูดถึงธนาคารสีน้ำเงินที่มีโลโก้เป็นรูปบัวหลวง เราจะนึกถึงความเก๋า ความนิ่ง และความมั่นคงมาเป็นอันดับแรกใช่ไหม? แต่รู้ไหมว่าตอนนี้ “ธนาคารกรุงเทพ” (BBL) ที่เราคุ้นเคย กำลังขยับตัวทำอะไรสนุกๆ (และดุดัน) ในโลกการเงินยุคใหม่อยู่เพียบเลย
วันนี้เราเลยอยากมาชวนคุย ชำแหละให้ฟังกันแบบเป็นกันเอง ตั้งแต่รากเหง้าประวัติศาสตร์ ยันยุทธศาสตร์ลับที่เขาแอบไปโตเงียบๆ ในต่างประเทศ... ล้อมวงเข้ามาเลย เดี๋ยวเล่าให้ฟัง!
1. จากตึกแถว 2 คูหา สู่ตำนาน ‘โสภณพนิช’ ที่เชื่อมไทย-ฮ่องกง
ถ้าเล่าย้อนไปตอนตั้งไข่ BBL เกิดขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2487 นู่นเลยครับ เริ่มต้นจากตึกแถวเล็กๆ 2 คูหาแถวถนนราชวงศ์ มีพนักงานแค่ 23 คนเอง แถมช่วงแรกเกือบไปไม่รอดเพราะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก
แต่จุดเปลี่ยนชีวิตของธนาคารอยู่ที่ผู้ชายชื่อ "ชิน โสภณพนิช" ครับ (คนนี้คือคุณปู่ของ คุณชาติศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่คนปัจจุบัน) ชีวิตคุณปู่ชินนี่คือพล็อตหนังยอดกตัญญูเลยนะ เป็นลูกชาวจีนแต้จิ๋วอพยพ เคยเป็นเด็กเรือโยงถ่อเรือขนสินค้าเกษตรมาก่อน แต่ด้วยความขยันและหัวการค้า เลยไต่เต้าจนได้เข้ามาช่วยแก้วิกฤต และนั่งเก้าอี้ผู้จัดการธนาคารยาวนานถึง 25 ปี!
จากวันนั้น ตระกูลโสภณพนิชก็วางรากฐานจนธนาคารโตแบบก้าวกระโดด แถมตาแหลมมาก ขยายสายสัมพันธ์ไปถึงฮ่องกงผ่านลูกหลานในตระกูล ทำให้ BBL มีแต้มต่อเรื่องความเป็นสากลและคอนเนกชันในระดับภูมิภาคมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกแล้ว
2. แผนลับ “Regional Bank” บุกอินโดฯ เผื่อโตในอินเดีย
ในขณะที่ธนาคารอื่นในไทยเน้นสู้รบตบมือกันในบ้าน แต่ BBL เค้ามองการณ์ไกล บุกไปเป็นเจ้าพ่อในอินโดนีเซียเรียบร้อยแล้วจ้า!
ดีลหยุดโลกปี 2563: BBL ทุ่มเงินก้อนโตระดับ 7-8 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อหุ้น Permata Bank ธนาคารอินโดนีเซีย สูงถึง 89.12%
ตอนแรกคนก็งงว่าจะซื้อไปทำไมใหญ่โต? แต่ตอนนี้ผลลัพธ์มันฟ้องแล้วว่า... "โคตรคุ้ม!" เพราะอะไรมาดูกัน:
ได้สาขาทันใจ: จากที่มีสาขาในอินโดฯ นับนิ้วได้ พอซื้อเสร็จปุ๊บ ได้เครือข่ายเพิ่มทันที 200 กว่าสาขา ดัน Permata ติด Top 10 ธนาคารใหญ่ของอินโดฯ ไปเลย
อุ้มพอร์ตสินเชื่อรวม: ยอดสินเชื่อในไทยของ BBL แอบติดลบเฉลี่ย 0.5% ต่อปีในรอบ 5 ปีหลัง (ตามสภาพเศรษฐกิจบ้านเราอ่ะเนอะ) แต่ได้พอร์ตของ Permata ที่โตวันโตคืนเฉลี่ยปีละ 5% มาช่วยพยุงไว้ ทำให้ภาพรวมสินเชื่อของเครือข่ายยังโตได้สวยๆ
แอบจิ๊กเทคโนโลยีมาใช้: แอปพลิเคชัน "Permata ME" ของฝั่งนู้นเขาล้ำมาก มีฟีเจอร์จองคิวล่วงหน้าและระบบดิจิทัลดีๆ BBL ก็เลยถอดองค์ความรู้มาปรับใช้กับแอปในไทยซะเลย
แถมล่าสุด (เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 นี้เอง) พี่ใหญ่เค้ายังควงแขนหน่วยงานรัฐ พาผู้ประกอบการไทยบินไปเจรจาธุรกิจกับ T-Hub ซึ่งเป็น Hub สตาร์ทอัพตัวท็อปของอินเดียอีกด้วย เรียกว่ากะจะปักหมุดในประเทศที่เศรษฐกิจโตแรงๆ ให้ครบ
3. ส่องงบการเงิน: ปึ้กแค่ไหน? น่าซื้อหุ้นไหม?
มาดูตัวเลขกันหน่อย (สัญญากับแกแล้วว่าจะย่อยให้อ่านง่ายที่สุด ไม่ปวดหัวแน่นอน!)
ถ้าดูเทรนด์ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2526 นี้ สินทรัพย์รวม ของ BBL โตต่อเนื่องจาก 4.33 ล้านล้านบาท ทะยานไปแตะ 4.70 ล้านล้านบาทแล้ว ส่วน กำไรสุทธิ ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 46,007 ล้านบาท แม้ว่าในไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรจะแอบแผ่วลงมาอยู่ที่ 10,994 ล้านบาท (ลดลง 12.9% เพราะเรื่องดอกเบี้ยและหนี้เสียขยับตามสภาวะเศรษฐกิจ)
แต่มุมมองนักลงทุนล่ะ? หุ้น BBL ตอนนี้ถือว่า "ถูกและดี" ในสายตาหลายคนเลยนะ ค่า P/E อยู่แถวๆ 6-7 เท่าเอง และราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีจริงค่อนข้างมาก (P/BV แค่ 0.5 เท่ากว่าๆ) ที่สำคัญคือ ปันผล (Dividend Yield) จุกๆ จ้า ไต่ระดับจาก 4.64% ในปี 2567 ขึ้นมาแตะ 5.68% ช่วงต้นปี 2569 นี้แล้ว สายออมหุ้นนี่ตาเป็นประกายแน่นอน!
4. ใครใหญ่สุดใน BBL? และใครคุมบังเหียนอยู่?
แอบมาส่องหลังบ้านกันบ้าง ถ้าดูรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ อันดับหนึ่งคือ บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (23.38%) ตามมาด้วย ซิตี้เรียลตี้ (4.70%) และ สำนักงานประกันสังคม (4.00%) รวมถึงมีกองทุนระดับโลกอย่าง STATE STREET มาร่วมแจมด้วย โครงสร้างถือว่าอินเตอร์มากๆ
ส่วนทีมผู้บริหาร ก็นำทัพโดย คุณพรเทพ พรประภา (ประธานกรรมการ), คุณสิงห์ ตังทัตสวัสดิ์ (ประธานกรรมการบริหาร) และแน่นอน คุณชาติศิริ โสภณพนิช นั่งแท่นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมกับกรรมการอิสระเก่งๆ อีกหลายคน จนทำให้กวาดรางวัลระดับโลกมาเพียบ โดยเฉพาะรางวัลด้านความยั่งยืน (ESG) และรางวัลการจัดการสินทรัพย์ที่ได้ติดต่อกันมาถึง 17 ปีซ้อน!
5. ดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม... กับการ "คัดกรอง" ลูกค้ารายย่อย
เรื่องนี้ดราม่าอยู่พักหนึ่งเลยในหมู่ผู้ใช้อย่างเราๆ คือ BBL เค้าพยายามดันเรื่องสังคมไร้เงินสดเต็มที่ มีแอปพวก BeMerchant NextGen ให้ร้านค้าสแกน QR, WeChat Pay, Alipay ได้สะดวกสะบาย
แต่เรื่องที่ทำให้ลูกค้ารายย่อยร้องอุ้ย! ก็คือ นโยบายบัญชี e-Savings ใหม่ (เริ่ม 9 เม.ย. 2569) ที่กำหนดว่าต้องมียอดเงินติดบัญชีไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทนะ ถ้าต่ำกว่านั้นจะโดนระงับการโอนหรือถอนผ่านแอปทันที (ยกเว้นตัดค่าน้ำค่าไฟอัตโนมัติ) แถมนิ่งเกิน 1 ปี เงินต่ำกว่าเกณฑ์ โดนหักค่ารักษาบัญชีอีกเดือนละ 50 บาท
บวกกับการที่ BBL ประกาศถอนตัวไม่ยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank (ธนาคารไร้สาขา) ที่เคยจะทำร่วมกับกลุ่ม BTS
มุมมองนักวิเคราะห์มองเกมนี้ยังไง? เค้าบอกว่า BBL กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ฉันไม่ขอไปเหนื่อยแข่งในตลาดล่างนะจ๊ะ” เพราะลูกค้ารายย่อยทั่วไปมีต้นทุนการดูแลสูงและเสี่ยงหนี้เสียสืบเนื่องจากเศรษฐกิจปัจจุบัน สู้เอาเวลาและทรัพยากรไปเน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ พี่เบิ้ม SME หรือลูกค้าระดับบนที่ถนัดและกำไรดีกว่าดีกว่าเยอะ!
6. วัฒนธรรมองค์กร "One Family" และเครือข่ายที่เหนียวแน่น
ถึงจะดูดุดันในเชิงธุรกิจ แต่กับพนักงาน BBL เค้าดูแลละมุนอยู่นะ มีวัฒนธรรมแบบ "One Family, One Team" แถมล่าสุดตอนเมษายน 2569 ที่ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด ค่าน้ำมันแพง บอร์ดก็อนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้พนักงานและผู้บริหารทุกคนคนละ 20,000 บาทถ้วน! ใจป๋าไปอีก
และถึงแม้เทคโนโลยีจะทำให้ธนาคารต้องยุบสาขาในประเทศลงจาก 791 สาขา เหลือ 705 สาขา แต่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “จังหวัดปราจีนบุรี” ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมหลัก BBL เค้าไม่ยอมถอยนะจ๊ะ! เค้ายังตรึงกำลังสาขาไว้เพียบเพื่อรองรับโรงงานและธุรกิจแถวนั้น เช่น:
สาขาปราจีนบุรี / สาขาสี่แยกกบินทร์บุรี / สาขาเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี (เปิด จันทร์-ศุกร์)
สาขาเทสโก้โลตัสศรีมหาโพธิ / ไมโคร บิ๊กซี ศรีมหาโพธิ / ไมโคร โรบินสัน ปราจีนบุรี (เปิดตามเวลาห้าง)
แถมในเขตนิคมกบินทร์บุรี เค้าถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่ระดับอินเตอร์ (จบ ปริญญาโท International Management) มาคอยคุมระบบระบบไอทีและการโอนเงินต่างประเทศ Swift โดยเฉพาะ เพื่อให้กลุ่มทุนข้ามชาติทำธุรกิจได้ไม่สะดุดเลยล่ะ
💬 สรุปภาพรวมจากใจเพื่อน
ถ้าให้สรุปสั้นๆ BBL หรือธนาคารกรุงเทพในวันนี้ ไม่ใช่คุณปู่เฉื่อยชาแต่อย่างใดครับ แต่เป็น "เสือซุ่ม" ที่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร เค้าเลือกที่จะเลี่ยงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไทยที่โตช้า ด้วยการเอาเงินไปเติบโตในอินโดนีเซียและอินเดีย และเลือกที่จะไม่ลงมาเจ็บตัวกับสงครามราคาในตลาดลูกค้ารายย่อย แต่หันไปกอดลูกค้าธุรกิจแน่นๆ พร้อมกับสร้างป้อมปราการความเสี่ยง (เงินกองทุนและเงินสำรอง) ไว้หนาปึ้กที่สุดในระบบ
สมฉายา "เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน" เวอร์ชั่นอัปเกรดดิจิทัลจริงๆ ครับ!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น